<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183</id><updated>2012-01-18T08:35:34.653-05:00</updated><category term='Basic FM'/><category term='ETC NEWS'/><category term='Facilities management'/><category term='Case Study'/><category term='Critical FM'/><category term='โลกร้อน'/><title type='text'>Facilities Management Blog</title><subtitle type='html'>ใครสนใจ FM มาแลกเปลี่ยนความรู้ ความเห็น กันนะครับ
(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้งาน)</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>26</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-7867456335775942355</id><published>2010-11-05T20:29:00.001-04:00</published><updated>2010-11-05T20:29:23.841-04:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Facilities management'/><title type='text'>CRISIS MANAGEMENT กับภัยพิบัติระดับชาติ</title><content type='html'>หากเรามอง Facilities จากที่เราคุ้นเคยในระดับอาคารสถานที่ &lt;br/&gt; มาเป็นระดับเมือง ระดับประเทศดู &lt;br/&gt; ... &lt;br/&gt; &lt;div style='clear: both; text-align: center; font-size: xx-small;'&gt;Published with Blogger-droid v1.6.5&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-7867456335775942355?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/7867456335775942355/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=7867456335775942355' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/7867456335775942355'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/7867456335775942355'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2010/11/crisis-management.html' title='CRISIS MANAGEMENT กับภัยพิบัติระดับชาติ'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-8961479576433119861</id><published>2010-02-10T16:07:00.001-05:00</published><updated>2010-02-10T16:07:44.696-05:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Critical FM'/><title type='text'>รถ “เข็ญ” กระเป๋า ณ สุวรรณภูมิ</title><content type='html'>&lt;p&gt;เมื่อวานไปส่งแขกต่างประเทศที่สนามบินมาครับ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;สังเกตได้ชัดเจนมาก ว่า เวลาเข็นรถเข็นบนทางเชื่อมจากอาคารจอดรถและอาคารผู้โดยสาร จะมีเสียงดังกว่าปกติมาก&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เสียงดังที่ว่า เกิดจากการสั่นของตัวรถเข็น และพื้นเหล็ก&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เมื่อเข็นกระเป๋าขึ้นทางลาดเลื่อนอัตโนมัติระหว่างชั้นสามและสี่ ในอาคารผู้โดยสาร รถเข็นไม่สามารถล๊อกติดกับพื้นได้อีกแล้ว   &lt;br /&gt;มันเลื่อนลงมาเกือบทับผมเอง หากจับไม่ทัน ก็คงเลื่อนลงไปโดนภรรยาตั้งครรภ์ของผม ซึ่งน่าจะเกิดอันตรายได้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ซึ่งทั้งอาการสั่นเสียงดัง และรถเข็นเลื่อนตามทางเลื่อนลาด ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผมเลยสอบถามพนักงานเก็บรถเข็น ก็ได้ความว่า&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;“สัญญากำลังจะเปลี่ยน ในอีกสามวัน ช่วงนี้บริษัทเลยไม่ซ่อมรถเข็นที่เสียแล้ว”&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผมมองไปรอบๆ เห็นรถเข็นที่ชาวต่างชาติใช้เข็นไปมา มีสภาพเสียงดัง และล้อหน้าเบี้ยวๆ อยู่เป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผมเลยสอบถามกับพนักงานคนอื่นๆ ดู ได้ความอีกว่า&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;“เมื่อกี้ก็มีฝรั่งโดนรถเข็นไหลทับที่ทางลาดเลื่อนอัตโนมัติ โวยวายกันใหญ่เลย”   &lt;br /&gt;พนักงานท่านตอบแบบสีหน้ายิ้มๆ และเรียบๆ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;“หลังๆ นี้เกิดบ่อยขึ้นใช่ไหม” ผมถามต่อ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;“อีกสามวันก็เปลี่ยนบริษัทใหม่แล้ว เขาเลยไม่ยอมเอาไปซ่อม”&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;--------&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คาดการณ์ได้ว่า เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเป็นปกติมาระยะนึงแล้ว และกลายเป็นเรื่องปกติกันไปแล้ว&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;อีกสามวัน ก่อนรถเข็นใหม่มา สนามบินแห่งชาติของเราจะมีคนมาใช้อีกหลายหมื่นคน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คงจะมีรถเข็นไหลมาทับนักท่องเที่ยวอีกวันละ 30-40 ครั้งต่อวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;--------&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เวลาเดินเข้าไปในสนามบิน ในหัวผม มันมีแต่คำว่า&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;- สัมปทานแบบไม่โปร่งใส&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;- บริหารงานแบบแยกส่วน ตัวใครตัวมัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;- การตัดสินใจแก้ปัญหาแบบไม่มีความรู้ และไม่เป็นวิทยาศาสตร์&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ลอยอยู่ในหัว&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;#160;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ไปดูสนามบินต่างชาติเขา ก็ได้แต่อิจฉา&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;พอฟังผู้บริหารระดับสูงของการท่าฯ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ป่าวประกาศว่าจะทำสนามบินฯ เรา ให้ติดอันดับโลก&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผมก็ได้แต่หัวเราะในใจว่า&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ถ้าไม่ยัดเงิน ชาตินี้ ไม่มีทางได้หรอกครับ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;----------&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;สุดท้ายนี้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ก็ได้แต่ขอคุณพระศรีฯ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดลบรรดาลให้ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;อย่าให้ใครมาเป็นอันตรายจากอาคารสนามบินของเราด้วยเถิด…&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;และหากเขาเกิดบาดเจ็บ เป็นอันตราย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ก็ขอให้ การท่าอากาศยานไม่โดนฟ้องด้วยเถิด….&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;(เพราะถ้าโดนฟ้อง มันก็เงินพวกเรานั่นแล…)&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-8961479576433119861?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/8961479576433119861/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=8961479576433119861' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/8961479576433119861'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/8961479576433119861'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='รถ “เข็ญ” กระเป๋า ณ สุวรรณภูมิ'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-1920615773452003837</id><published>2009-11-07T14:08:00.001-05:00</published><updated>2009-11-07T14:08:46.075-05:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ETC NEWS'/><title type='text'>ตึกเขียวที่สูงที่สุด</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;Taipei&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt; 101 จะกลายมาเป็นตึกเขียวที่สูงที่สุดในโลก&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/c/c9/Taipei101.portrait.altonthompson.jpg/299px-Taipei101.portrait.altonthompson.jpg" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;แม้ว่าจะเสียเข็มขัดแชมป์ อาคารสูงที่สุดในโลกให้กับอาคาร Burj Dubai อย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;อาคาร Taipei 101 ก็ไม่ยอมแพ้ โดยประกาศตัวว่าจะเป็นอาคารเขียวที่สูงที่สุดในโลกให้ได้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โดยคุณ Harace Lin ประธานบริษัท Taipei Financial Center Corporation (TFCC) เจ้าของอาคาร&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ได้ให้ข่าวเมื่อวานนี้ (2009-11-03) ว่า ทางบริษัทมีแผนจะเข้าโปรแกรมของ LEED (Leadership in Energy and Environment Design)&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โดยจะลงทุนกว่า 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับงานปรับปรุงหลายร้อยรายการ เพื่อให้เข้าเกณฑ์ต่างๆ ภายใน 18 เดือน ของ LEED&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;หลังจาการแปลงร่างอาคาร Taipei 101 ประมาณการว่าจะลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน กว่า 0.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;คุณ Lin ยังกล่าวว่า&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&amp;#8220;เราอาคารอยากจะเป็นตัวอย่างระดับนานาชาติ ของการปกป้องสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ทีมบริหารต้องการสร้างสัญลักษณ์(Icon) ให้กับธุรกิจอาคารเขียวในไต้หวัน และในระดับโลก&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;และในฐานะอาคารที่สูงที่สุดในโลก อาคารนี้จะกลายเป็นเครื่องมือที่จะปลุกสำนึกการรักษาสิ่งแวดล้อมกับผู้คนทั่วไป&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;และยังจะเป็นผู้บุกเบิกการทำอาคารเขียวหลังการก่อสร้าง (Existing Building หรือ LEED-EB) ระดับสากล&amp;#8221;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ข่าวจาก &lt;a href="http://www.etaiwannews.com/etn/news_content.php?id=1097555%E2%8C%A9=eng_news&amp;amp;cate_img=logo_taiwan&amp;amp;cate_rss=TAIWAN_eng"&gt;http://www.etaiwannews.com/etn/news_content.php?id=1097555&amp;#9001;=eng_news&amp;amp;cate_img=logo_taiwan&amp;amp;cate_rss=TAIWAN_eng&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ได้รับลิงค์โดย IFMA-International Facility Management Association&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;-----------------&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;อ่านข่าวนี้ ก็รับรู้กันโดยทั่วไปว่า มีการปนเปื้อนโฆษณามากมายนะครับ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ซึ่ง LEED เขาก็เก่งด้านการตลาดทำให้คนติดงอมแงมกับกระแสนี้กันทั้งโลกได้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ต้องยอมรับว่า เขาก็ทำให้กระแสอาคารเขียวจับต้องได้กว่ามาตรฐานอื่น&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;มองมาที่ประเทศไทยเรา&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โครงการระดับชาติหลายโครงการเริ่มได้กลิ่นว่าน่าจะได้รับการแจกมาตรฐาน อีทท ในไม่ช้านี้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;มาตรฐาน อีทท หรือ EEAT (Eat Every Atom of Thailand &amp;#8211; มาตรฐานกินมันทุกอณู ตั้งแต่ระดับนโยบายยันกรรมกร)&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;:(&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-1920615773452003837?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/1920615773452003837/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=1920615773452003837' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/1920615773452003837'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/1920615773452003837'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2009/11/blog-post_07.html' title='ตึกเขียวที่สูงที่สุด'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-6058984286195703053</id><published>2009-11-07T13:11:00.000-05:00</published><updated>2009-11-07T13:12:54.470-05:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ETC NEWS'/><title type='text'>ไปดูไบ ไปปีหน้าดีกว่า</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;img src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a2/BurjDubai_20080828.jpg/400px-BurjDubai_20080828.jpg" /&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;ข่าวจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับอิมิเรต ว่า คงจะต้องรอกันถึงต้นปีหน้านะครับ สำหรับตึกที่สูงที่สุดในโลกแห่งใหม่&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โครงการ Burj Dubai ได้กำหนดวันเปิดใหม่เป็นวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๓ ซึ่งล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้เดิมประมาณ ๑ เดือน โดยวันเปิดจะตรงกับวันคล้ายวัน ชีคมูฮัมเมด บิน ราชิล อัล มาคทูม รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นปีที่สี่&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โดยเมื่อไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา คุณมูฮัมมัด อัลแอบบา ประธานบริษัท Emaar Properties บริษัทผู้พัฒนาโครงการที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐ บอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า เขาหวังว่าโครงการ Burj Dubai จะสามารถเปิดให้ทันวันชาติของสหรัฐอารับอิมิเรตคือวันที่ ๒ ธันวาคม นี้โดยทางบริษัทได้ทำการเร่งการก่อสร้างอย่างเต็มที่&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โครงการ Burj Dubai (ความหมายว่า Dubai Tower ในภาษาอาราบิค) เริ่มโครงการเมื่อห้าก่อน และก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว ในเดือนมกราคม ๒๕๕๐ แรงงานกว่า ๓๐๐๐ คน (ส่วนมากมาจากประเทศอินเดีย) ได้สร้างอาคารเสร็จกว่าหนึ่งร้อยชั้น นั่นหมายความว่า พวกเขาสามารถสร้างชั้นใหม่ได้ทุกๆ สามวัน&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;อาคารนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางของ Dubai ที่มีพื้นที่กว่า ๑๒๖๐ ไร่ ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่อยู่อาศัย และเจตเศรษฐกิจ ตัวอาคารยังล้อมรอบไปด้วยอาคารสูงเสียดฟ้าใหม่จำนวนมาก และรวมไปถึงศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ตัวได้สร้างถึงความสูง ๕๑๒ เมตรในฤดูร้อนปี ๒๕๕๐ ซึ่งมากกว่าอาคาร Taipei 101 ซึ่งครองตำแหน่งอาคารสูงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบันที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน แต่โครงการนี้ยังจะสูงกว่า ๘๐๐ เมตร (ยังไม่ยืนยันความสูงเมื่อสร้างเสร็จ) แหล่งข่าวจากบริษัทสัญชาติเยอรมัน Emporis ผู้รับผิดชอบก่อสร้างโครงการนี้ ได้ให้กล่าวว่า อาคารนี้จะมีความสูงที่ ๘๑๘ เมตร&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;โดยการติดตั้งผนังอลูมิเนียมและกระจกเพิ่งเสร็จสิ้นเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง (ตุลาคม ๒๕๕๒) หากนับพื้นที่ของผนังกระจกส่วน fa&amp;#231;ade อาคารนั้น ก็มีมากกว่า ๑ ล้านตารางฟุต หรือประมาณ ๙๒,๙๐๓ ตารางเมตร เทียบเท่าพื้นที่ ๑๔ สนามฟุตบอลเลยทีเดียว&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;ซึ่งอาคารนี้ นับเป็นอาคารที่มีพื้นที่ใช้งานที่สูงที่สุดในโลกเช่นกัน      &lt;br /&gt;ได้ทำ FM โครงการนี้คงสนุกไม่น้อยนะครับ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;แปลข่าวจาก &lt;a href="http://www.chicagotribune.com/business/sns-ap-ml-dubai-worlds-tallest-tower,0,3419871.story?obref=obnetwork"&gt;http://www.chicagotribune.com/business/sns-ap-ml-dubai-worlds-tallest-tower,0,3419871.story?obref=obnetwork&lt;/a&gt;      &lt;br /&gt;Link by IFMA&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-6058984286195703053?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/6058984286195703053/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=6058984286195703053' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/6058984286195703053'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/6058984286195703053'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='ไปดูไบ ไปปีหน้าดีกว่า'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-688944930486711896</id><published>2009-10-27T10:37:00.000-04:00</published><updated>2009-10-27T10:50:26.915-04:00</updated><title type='text'>หมู่บ้านโดนขโมยขึ้นบ้าน เกี่ยวยังไงกับ FM</title><content type='html'>&lt;p&gt;วันหนึ่ง ทางหมู่บ้านอันแสนสงบของผม ก็ส่งจดหมายแจ้งเตือนลูกบ้านว่า ช่วงนี้มีเหตุการณ์โจรกรรมบ่อยครั้งขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;มาตรการของทางกรรมการหมู่บ้าน คือ จัดทำสติกเกอร์ติดรถ พร้อมแจ้งเตือนถึงอาจจะเกิดความไม่สะดวกกับลูกบ้านในการเข้าออก&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;รวมถึงการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกวดขันมากขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;การตัดสินใจของกรรมการหมู่บ้าน อาจจะถูกต้องก็ได้ แต่ต้องเกิดภายใต้สมมติฐานที่ว่า &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;1.มิจฉาชีพ มาทางรถ และมักจะเป็นรถจากคนนอกเท่านั้น&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;2.มิจฉาชีพ จะไม่ทำการหากมียามเดินไปเดินมาบ่อยขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;สิ่งที่จะตัดสินใจ อาจส่งผลกระทบคือ การที่ รปภ.เดินมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น หากยังใช้กำลังคนเท่าเดิม เทคโนโลยีเดิม&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;หากการตัดสินใจแก้ปัญหาโดยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่มีพื้นฐานของข้อมูล มีผู้เปรียบไว้ว่า เหมือนอริยสัจ 2 กล่าวคือ ทุกข์ แล้ว มรรค เลย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ซึ่งจะนำไปสู่ความสูญเสีย และไม่มีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;-------------------&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;บังเอินว่าในจดหมายของกรรมการหมู่บ้าน ได้เปิดช่องให้เสนอความคิดเห็นไว้ด้วย ผมในฐานะลูกบ้าน และพอจะรู้เรื่อง FM บ้าง เลยนำเสนอดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;สำหรับเหตุการลักขโมย หรือโจรกรรมที่เกิดขึ้น เราควรเก็บข้อมูลเรื่องการโจรกรรม เช่น บ้านโซนใด ซอยใด โดนไปบ้าง และมักจะโดนช่วงวันไหน ช่วงไหน เวลาอะไร เสาร์อาทิตย์ หรือวันธรรมดา รวบรวมเป็นแผนที่ และแสดงให้เห็นจุดต่างๆ ถ่ายรูปบ้านลักษณะที่เกิดเหตุ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เมื่อเรารวบรวมแล้ว จะสามารถวิเคราะห์หาที่มา ที่ไป และวิธีการบริหารจัดการหมู่บ้านของเราได้ เช่น ผู้ร้ายมักเข้ามาทางหลังคาด้วยการงัดแผ่นหลังคา และเจาะทะลุฝ้า มิจฉาชีพจะปีนเข้ามาตามรั้วที่เตี้ยกว่า 2 เมตร และมักใช้เส้นทางระหว่างบ้านกับบ้าน ฯลฯ หรือการรวบรวมข้อมูลของบ้านที่มักจะตกเป็นเป้าหมายของคนร้าย เช่น บ้านกลางซอยที่เป็นทางผ่าน (มีข้อมูลจากการวิจัยว่าบ้านซอยตัน โอกาสโดนโจรกรรมน้อยกว่าบ้านที่เป็นซอยผ่าน) ไม่มีเลี้ยงสุนัข รั้วทึบ (มีข้อมูลจากการวิจัยอีกว่า บ้านมีรั้วโปร่งมีโอกาสถูกการโจรกรรมน้อยกว่ารั้วทึบ) มีรถจอดหน้าบ้าน ฯลฯ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ซึ่งหลังจากวิเคราะห์แล้ว จะนำไปสู่การทำเป็นข้อเสนอแนะให้แก่บ้านต่างๆ ในหมู่บ้านเป็นข้อมูลพื้นฐานแบ่งเป็นสามช่วงดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;b&gt;1.ช่วงการป้องกันเหตุการณ์&lt;/b&gt; เช่น การเปิดหน้าบ้าน การเลี้ยงสุนัข การทำรั้วโปร่ง ฯลฯ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;b&gt;2.ช่วงการประสบเหตุการณ์&lt;/b&gt; เช่น เมื่อรู้ว่ามีผู้ร้ายเข้ามาในบ้านต้องทำอย่างไร เช่น การเปิดไฟสว่าง การส่งเสียงดัง การหลบเข้าห้องที่ปลอดภัย ฯลฯ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;b&gt;3.ช่วงการฟื้นฟูเหตุการณ์&lt;/b&gt; เช่น การแจ้งตำรวจ การเก็บหลักฐาน การป้องกันเหตุเกิดซ้ำ ฯลฯ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ข้อมูลจากการวิเคราะห์นั้น ยังนำไปสู่การจัดการบริการของหมู่บ้านด้วย เช่น จุดล่อแหลมต่างๆ ที่จำเป็นต้องเพิ่มกำลัง และอัตราการปรากฎตัว เพื่อลดโอกาสการเกิดเหตุร้าย ณ เวลาดังกล่าว บริเวณดังกล่าว&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;การเพิ่มความอุ่นใจระหว่าง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กับผู้อาศัยในหมู่บ้านก็เป็นเรื่องสำคัญ การทำจดหมายที่มีภาพ แสดงชื่อ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถพิเศษ หรือแค่การแนะนำตัวกับลูกบ้านหรือแม้กระทั่งการติดป้ายชื่อเล่นบนหน้าอก ให้ลูกบ้านรู้จักชื่อเจ้าหน้าที่ในขณะที่ทำหน้าที่ปกป้องพวกเรา ก็เป็นการเพิ่มโอกาสปฏิสัมพันธ์ สร้างความคุ้นเคยและเป็นมิตรมากขี้นได้ทางหนึ่ง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;การจัดการอาจต้องผนวกเรื่องคน สถานที่ และกระบวนการ มองให้เป็นภาพรวมสำหรับการแก้ปัญหา อาจจะกลับเข้ามาสู่ความมีเหตุผล ที่มาที่ไป ซึ่งจะลดความสูญเสีย และมีประสิทธิภาพได้แน่ๆ ครับ&lt;/p&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-688944930486711896?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/688944930486711896/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=688944930486711896' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/688944930486711896'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/688944930486711896'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2009/10/fm_27.html' title='หมู่บ้านโดนขโมยขึ้นบ้าน เกี่ยวยังไงกับ FM'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-3181927832996317176</id><published>2009-10-27T03:37:00.001-04:00</published><updated>2009-10-27T03:37:41.846-04:00</updated><title type='text'>FM หนึ่งในเก้า มหัศจรรย์ 'สูตรกู้ชาติ</title><content type='html'>&lt;p&gt;ได้อ่านข่าวจาก เวบไซด์กรุงเทพธุรกิจมากครับ กล่าวถึงหลักสูตรที่จะกู้ชาติได้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;อ่านข่าวตัวจริงได้ที่นี่เลยครับ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090705/57397/เปิด-9-หลักสูตร-กู้ชาติ.html"&gt;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090705/57397/เปิด-9-หลักสูตร-กู้ชาติ.html&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ข้อสรุปจากข่าวคือ มี 9 หลักสูตรที่จบมาแล้วมีงานทำ และเป็นหน้าที่ที่สังคม ประชาชนต้องการ มีดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;ol&gt;   &lt;li&gt;หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต หรือ MBA&lt;/li&gt;    &lt;li&gt;หลักสูตรเกี่ยวกับการกีฬา&lt;/li&gt;    &lt;li&gt;หลักสูตรสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่&amp;#160; (Entrepreneurs)&lt;/li&gt;    &lt;li&gt;หลักสูตรโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (Logistics &amp;amp; Supply chains)&lt;/li&gt;    &lt;li&gt;หลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ&lt;/li&gt;    &lt;li&gt;หลักสูตรการออกแบบกราฟฟิกและแอนิเมชัน&lt;/li&gt;    &lt;li&gt;การบริหารจัดการด้านอาหาร หรือ Food Management&lt;/li&gt;    &lt;li&gt;หลักสูตรการจัดการธุรกิจอาหาร&lt;/li&gt;    &lt;li&gt;&lt;strong&gt;Facility Management&lt;/strong&gt;&lt;/li&gt; &lt;/ol&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;ตามข่าวกล่าวถืง FM ว่า &amp;quot;...&lt;/strong&gt;อีกหนึ่งหลักสูตรที่ยังใหม่มากในไทย แต่ต่างประเทศเริ่มมีการเปิดสอนคือ Facility Management หรือ การบริหารจัดการอาคาร ภายในแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้การใช้อาคารนั้นๆ เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าสูงสุด เป็นศาสตร์ด้านการบริหารที่ต้องศึกษา...&amp;quot; &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;FM ก็ได้รับเกียรติอันนี้ไปเต็มๆ อีกทีหนึ่ง แต่ไปๆ มาๆ อ่านแล้ว ก็ยังไม่เห็นทิศทางในภาพรวมของข่าวนี้ ว่าต้องการนำเสนออะไร&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เหมือนเราจะฮิต และอิงกระแสอยู่ในหลายเรื่อง เช่น ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ กราฟฟิกแอนิเมชั่น อาหาร การกีฬา ทั้งๆ ที่แต่ละเรื่องไม่ใช่กระแสเลย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;กลับต้องเป็นเรื่องที่รณรงค์กันอย่างจริงจัง เสริมจุดแข็ง เยียวยาจุดย่อยประเทศเราให้ได้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;FM จะช่วยในเรื่องจัดการทรัพยากรให้ใช้อย่างคุ้มค่า ลดความศูนย์เสียได้อย่างมหาศาล ทั้งยังเสริมจุดแข็ง สร้างภาพลักษณ์ในมิติต่างๆ ขององค์กรได้&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ตามข่าวยังนำเสนอเรื่องคุณธรรม ซึ่งต้องมีในทุกเรื่องเช่นเดียวกัน ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นคนดี&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;จริงๆ แล้วน่ารณรงค์อาชีพนักการเมือง ให้มีคุณธรรมก่อนเลย อาชีพเดียว สูตรเดียว กู้ชาติได้ทันทีเลย&lt;/p&gt;  &lt;blockquote&gt;   &lt;p&gt;&lt;strong&gt;จริงไหมครับ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-3181927832996317176?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/3181927832996317176/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=3181927832996317176' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/3181927832996317176'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/3181927832996317176'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2009/10/fm.html' title='FM หนึ่งในเก้า มหัศจรรย์ &amp;#39;สูตรกู้ชาติ'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-7159826194140713930</id><published>2009-07-02T21:24:00.001-04:00</published><updated>2009-07-02T21:24:05.931-04:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Case Study'/><title type='text'>FM กับ EGAT</title><content type='html'>&lt;p&gt;ได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่อง &lt;strong&gt;Facility Management&lt;/strong&gt; ที่ &lt;strong&gt;การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT)&lt;/strong&gt; มาครับ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ได้รับเชิญโดยฝ่ายบริการ ก่อนบรรยาย ได้ได้ทราบข้อมูลว่า ฝ่ายบริการ เป็นฝ่ายสนับสนุนทางด้านดูแลพื้นที่อาคาร ดูแลจัดการเฟอร์นิเจอร์ บริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การจัดจ้างคนทำความสะอาด การจัดจ้างคนสวน ฯลฯ การจัดรถขนส่ง ทั้งหมดในพื้นที่ของ กฟผ. ที่บางกรวย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ทั้งหมดมีคนทำงานกว่าหมื่นคน เป็นเมืองขนาดย่อมๆ ได้เลยทีเดียว&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ดูภายนอก สิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่ของ กฟผ. สะอาด ดูดี น่าอยู่มากแห่งหนึ่ง &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;เมื่อได้พูดคุยกับทางผู้ปฏิบัติในฝ่ายบริการ น่าดีใจมากๆ ที่องค์กรขนาดใหญ่อย่าง &lt;strong&gt;EGAT&lt;/strong&gt; ได้มีการใช้แนวคิดด้าน &lt;strong&gt;FM&lt;/strong&gt; มาอยู่ก่อนแล้วนานพอสมควร&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ที่ผมดีใจ ก็เพราะว่า องค์กรระดับใหญ่ขนาดนี้ เมื่อการใช้แนวคิด &lt;strong&gt;FM&lt;/strong&gt; จะมีผลกระทบต่อสังคม และประเทศอย่างมาก ตั้งแต่การประหยัดงบประมาณ (คือเงินภาษีของพวกเรา) การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ผมได้คุยกับสถาปนิกของ &lt;strong&gt;EGAT&lt;/strong&gt; คุณวรพจน์ คุณนัฎ คุณวีโรภาส เป็นสถาปนิกสามรุ่นสามวัย พอพูดคุยด้วยแล้ว เขามีแนวคิดทางด้านนี้อยู่มากพอสมควร เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;- การทำ Material Inventory&lt;/strong&gt; โดยวัสดุประกอบอาคารทั้งหมด ได้มีการทดสอบ หาความคุ้มค่าด้านต้นทุน ไม่ใช่แค่ซื้อของถูก แต่ต้องเปลี่ยนกันบ่อยๆ เหมือนหน่วยงานราชการทั่วๆ ไป&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;- การทำ Space Staindard&lt;/strong&gt; ว่า พนักงานระดับไหน มีมาตรฐานการครอบครองพื้นที่ และครุภัณฑ์อะไร&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;- การทำ Space Inventory&lt;/strong&gt; ว่า ฝ่ายใด แผนกใด ครอบครองพื้นที่อยู่ที่ได้ มีระบบการ Charge Back เพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละเรื่อง&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;- ฯลฯ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ซึ่งเห็นได้ว่า ทาง &lt;strong&gt;EGAT&lt;/strong&gt; ได้ใช้แนวคิด &lt;strong&gt;FM&lt;/strong&gt; มาจับกับงานที่ทำมานานแล้ว เพียงแต่เขายังไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เขาทำนั้น เป็น &lt;strong&gt;FM&lt;/strong&gt; หรือไม่&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;กุญแจของผู้ทำงานด้านนี้ คือ หากเมื่อไร เขาเปลี่ยน&lt;strong&gt;การทำงานเชิงรับ&lt;/strong&gt; ที่ทำงานประจำวัน รับปัญหา แก้ปัญหาไปวันๆ เปลี่ยนไปเป็น&lt;strong&gt;การทำงานเชิงรุก &lt;/strong&gt;ที่ป้องกันปัญหา เริ่มมีบทบาทในการวางนโยบาย และควบคุมทิศทางการบริหารมากขึ้น &lt;/p&gt;  &lt;p&gt;ส่วนวิธีจะเปลี่ยนการทำงานเชิงรับ มาเป็นเชิงรุก ผมวิเคราะห์ว่า จำเป็นต้องอาศัย สามสิ่งคือ&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;1.Goal and Strategies&lt;/strong&gt;    &lt;br /&gt;เป้าหมาย คือสิ่งที่เราอยากจะเป็น หรือเราฝันอยากจะเป็น แต่ก่อนหน้านั้น อาจต้องรู้ก่อนว่าเราอยู่ที่ไหน การทำ SWOT การวิเคราะห์หาจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค์ เพื่อหาวิธีนำจุดแข็ง โอกาส มาช่วยแก้ไขจุดอ่อน และก้าวข้ามผ่านอุปสรรค์ให้ได้&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;2.Participation     &lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ความร่วมมือของคนทำงานเป็นพลังหลักที่ทำให้เราสามารถไปถึงจุดหมายได้ ความร่วมมือจากหลายๆ ระดับ เช่น ระดับบริหารเห็นด้วยไหม? หัวหน้าเอาด้วยไหม? ระดับปฏิบัติมีความศรัทธา มีความเชื่อ มีความหวังกับเราด้วยไหม? อาจต้องจัดตั้งรางวัล มีการลงโทษสำหรับคนไม่ทำดีด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p&gt;&lt;strong&gt;3.Information Management&lt;/strong&gt;    &lt;br /&gt;เราจะจัดการอะไรไม่ได้เลย หากเราไม่รู้ว่าเรามีอะไรให้จัดการบ้าง ทรัพยากรเราอยู่ตรงไหนบ้าง และอะไรเป็นสิ่งเร่งด่วนจะต้องทำ จะต้องเริ่มตั้งการการเลือกเก็บข้อมูล การจัดการข้อมูล และสุดท้าย การทำ Knowledge Management หรือ การทำ R&amp;amp;D ซึ่งผมเรียกว่า มันเป็น “เรื่องของ “คนว่างงาน” ที่จะช่วยให้มีคนว่างงานอีกเยอะ”&lt;/p&gt;  &lt;blockquote&gt;   &lt;p&gt;&lt;strong&gt;สามสิ่งนี้หากเพียงได้เริ่มทำ สิ่งที่เราจะเห็นคือ การใช้แนวคิดทางด้าน FM ได้อย่างเต็มที่ และผลของมันคือการใช้สอยทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้จ่ายงบประมาณอย่างตรงประเด็นขึ้นมาก ซึ่งผลดีก็ตกอยู่กับพวกเรา หรือเจ้าขององค์กรนั่นเอง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;  &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-7159826194140713930?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/7159826194140713930/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=7159826194140713930' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/7159826194140713930'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/7159826194140713930'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2009/07/fm-egat.html' title='FM กับ EGAT'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-217928807927705319</id><published>2009-03-24T09:35:00.000-04:00</published><updated>2009-03-24T09:36:38.755-04:00</updated><title type='text'>FM ภาษาไทย ใช้คำว่าอะไรดีครับ?</title><content type='html'>ผมเคยคิดเล่นๆ &lt;br /&gt;มีการถกเถียงถึงการประดิษฐ์คำไทยๆ ที่ใช้เรียก &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Facility Management&lt;/span&gt; ว่าจะเป็นอย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่น มาดูอาชีพใกล้เคียงก่อนดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;"Engineering" ทำไมเท่ากับ "วิศวกรรม"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า Engineering นี้แปลมาจากภาษาลาตินว่า “engenium” ซึ่งแผลงว่าความสามารถตามธรรมชาติ (หรือความเป็นอัจฉริยะที่ติดตัวมาโดยกำเนิด) &lt;br /&gt;หรือการคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ คำว่า ingenium นี้แผลงมาจากศัพท์เดิมว่า  “eignere” หรือ “genere” &lt;br /&gt;ซึ่งแปลว่า ผลิต ประดิษฐ์ สร้าง หรือทำให้เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับภาษาไทย ที่มีความเชื่อทางฮินดูอยู่แต่โบราณมา&lt;br /&gt;เทพที่ทำงานสายตรง และใกล้เคียงที่สุดคือ&lt;br /&gt;พระวิศวกรรม หรือเรียกได้อีกหลายชื่อว่า พระวิษณุกรรม พระวิสสุกรรม พระเวสสุกรรม หรือ พระเพชรฉลูกรรม &lt;br /&gt;ท่านเป็น เทวดานายช่างใหญ่ของพระอินทร์ &lt;br /&gt;ตามตำนานกล่าวว่า เป็นผู้สร้างเครื่องมือ สิ่งของต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น และเป็นแบบอย่างให้กับมนุษย์สืบมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาไทย จึงนำพระวิษณุกรรม เป็นผู้สร้าง ตามพระบัญชาของพระอินทร์ มาเป็น "วิศวกรรม"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;"Architecture" ทำไมเท่ากับ "สถาปัตยกรรม"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;The word "architecture" comes from the Latin architectura and that from Greek αρχιτέκτων (architectu), "master builder", from the combination of αρχι- (archi-), "chief" or "leader" and τέκτων (tekton), a "builder" or "carpenter".&lt;br /&gt;แปลเป็นไทยจากรากลาติน Architecture อาจแปลว่า "หัวหน้าช่างไม้"   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่าสถาปัตยกรรม มาจากภาษาสันสกฤต ว่า &lt;br /&gt;สฺถาปตฺย + กรฺมนฺ&lt;br /&gt;‘สฺถาปตฺย’  คือ การวาง,การกำหนดหรือที่อาศัย&lt;br /&gt;‘กรฺมนฺ’ คือ การกระทำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Facility Management จะเท่ากับอะไร?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “Facility” ว่าคือ สิ่งที่ทำหน้าที่ให้ความสะดวก หรือสิ่งที่ทำให้สิ่งที่ยาก เป็นสิ่งที่ง่ายขึ้น เพราะมาจากรากศัพท์  Facilitate ที่แปลว่า ความง่าย ความสะดวก  การทำให้ง่าย การทำให้สะดวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “จัดการ” (Manage) การจัดการ (Management) คำศัพท์คำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินที่เขียนว่า Manus ซึ่งหมายถึง มือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แปลแบบยาวๆ ตรงๆ อาจแปลได้ว่า&lt;br /&gt;"การจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก"&lt;br /&gt;ยาว และไม่เก๋เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมาลองใส่ความเชื่อแบบฮินดู (แบบคำว่า "วิศวกรรม")&lt;br /&gt;ที่ใกล้เคียงที่สุดกับอาชีพของ FM น่าจะเป็น &lt;br /&gt;พระวิษณุ หรือ พระหริ ท่านมีหน้าที่ดูแลทั้งสามโลกให้อยู่ในความเรียบร้อย และสมดุล&lt;br /&gt;หรือ พระวิษณุ ทำทั้ง Facilitate และ O&amp;M นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสมาสผูกคำกับ อคาร หรือ อาคาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;วิษณุ+อาคาร = "วิษณาคาร"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;วิษณุ+กรรม = "วิษณากรรม"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Facility Manager อาจเป็น&lt;br /&gt;"วิษณากร"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;มาลองร่วมคิดกันดูนะครับ  &lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-217928807927705319?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/217928807927705319/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=217928807927705319' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/217928807927705319'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/217928807927705319'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2009/03/fm.html' title='FM ภาษาไทย ใช้คำว่าอะไรดีครับ?'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-4902704692283019082</id><published>2009-01-01T03:41:00.007-05:00</published><updated>2009-01-01T06:51:41.022-05:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Critical FM'/><title type='text'>กรณีซานติก้า ผับ</title><content type='html'>และแล้ว ปีใหม่ก็มีข่าวเศร้าๆ สำหรับวงการของเราอีกครั้งนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องผับ หรือบาร์ รวมถึงอาคารสาธารณะอื่นๆ ด้วย&lt;br /&gt;กรณีเทียบเคียงที่ใกล้ที่สุดที่ผมนึกออกคือ กรณี ไฟไหม้ไนท์คลับ ชื่อ Station Nightclub fire ที่ West Warwick, Rhode Island ประเทศสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 มีผู้เสียชีวิต 100 คน (ในที่เกิดเหตุ 96 คน และที่โรงพยาบาลอีก 4 คน) มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 200 คน&lt;br /&gt;ผับเป็นชั้นเดียว โครงสร้างไม้&lt;br /&gt;ไฟเกิดจากการแสดงบนเวที เรียกว่า Pyrotechnics effect ตอนเล่นคอนเสริต (คล้ายๆ กับดอกไม้ไฟ มีสเก็ดไฟพุ่งออกมา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/2/21/Stationfirestart.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 350px;" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/2/21/Stationfirestart.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่แล้วสเก็ดไฟที่ออกมา ไปโดนวัสดุซับเสียง ที่เป็นวัสดุติดไฟ&lt;br /&gt;ไฟลามขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่วงดนตรีกลับเล่นต่อ ผู้คนยังเฮฮาไปอีกกว่ายี่สิบวินาทีก่อนที่วงดนตรีจะหยุดเล่น&lt;br /&gt;ไม่ถึงนาที ทั้งผนังเวทีลุกเป็นไฟ พร้อมกันกับ Fire Alarm ดังขึ้น ทำให้ผู้คนแตกตื่นในอันตราย&lt;br /&gt;แม้จะมีประตูหนีไฟทั้งสี่ทาง แต่เกือบทั้งหมดวิ่งไปที่ประตูหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่า ผู้เสียชีวิตมากที่สุดนั้น อยู่ที่ประตูนี่เอง&lt;br /&gt;นี่คือภาพแสดงผังอาคาร และจำนวนผู้เสียชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/9/93/Station_plan.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 350px;" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/9/93/Station_plan.jpg" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;และแล้ว ปีใหม่ก็มีข่าวเศร้าๆ สำหรับวงการของเราอีกครั้งนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ต้องผับ หรือบาร์ รวมถึงอาคารสาธารณะอื่นๆ ด้วย&lt;br /&gt;กรณีเทียบเคียงที่ใกล้ที่สุดที่ผมนึกออกคือ &lt;br /&gt;กรณี ไฟไหม้ไนท์คลับ ชื่อ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;Station Nightclub&lt;/span&gt; ที่ &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;West Warwick, Rhode Island ประเทศสหรัฐอเมริกา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2546 มีผู้เสียชีวิต 100 คน &lt;br /&gt;(ในที่เกิดเหตุ 96 คน และที่โรงพยาบาลอีก 4 คน) มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 200 คน&lt;br /&gt;อาคารเป็นชั้นเดียว โครงสร้างไม้&lt;br /&gt;ไฟเกิดจากการแสดงบนเวที เรียกว่า Pyrotechnics effect ตอนเล่นคอนเสริต (คล้ายๆ กับดอกไม้ไฟ มีสเก็ดไฟพุ่งออกมา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/2/22/Stationvictims.png/800px-Stationvictims.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 350px;" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/2/22/Stationvictims.png/800px-Stationvictims.png" border="0" alt="" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เสียชีวิตมีสาเหตุจาก ไฟคลอก สำลักควัน และเหยียบกันตาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสอบสวนหลังเกิดเหตุพบว่า &lt;br /&gt;- วัสดุซับเสียงที่เกิดไฟไหม้นั้น กลับเป็นโฟมที่น่าจะนำไปใช้ในบรรจุภัณฑ์ มากกว่าจะนำไปทำวัสดุซับเสียง และวัสดุไม่มีส่วนผสมของสารหน่วงไฟ (fire-retardant materials) ที่ใช้กันในโฟมสำหรับซับเสียง จากพยานกล่าวว่า ไฟลุก และลามในอัตรา 1 ฟุต ต่อ 1 วินาที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- การตรวจที่เกิดเหตุของ NIST (National Institute of Standards and Technology) ใช้การจำลองเหตุการสรุปว่า การติดตั้ง Sprinkler System จะเพิ่มเวลามากขึ้นในการอพยพหนีไฟ เดิมเข้าใจว่า อาคารนี้สร้างตั้งแต่ปี 1946 ทำให้ยกเว้นการติดตั้ง Sprinkler System&lt;br /&gt;แต่ในความเป็นจริงนั้น อาคารได้ถูกดัดแปลงประโยชน์ใช้สอยจากร้านอาหารมาเป็นไนท์คลับ ทำให้เข้าสู่ข้อบังคับ แต่ผู้รับผิดชอบคือ West Warwick fire inspectors กลับเพิกเฉยในการบังคับใช้กฏหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา &lt;br /&gt;&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/The_Station_nightclub_fire"&gt;http://en.wikipedia.org/wiki/The_Station_nightclub_fire&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;----------------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมได้ดูสารคดีในกรณีนี้ จากทางช่องสารคดีช่องหนึ่ง&lt;br /&gt;ช่วงหนึ่ง มีการสัมภาษณ์ผู้อยู่ในที่เกิดเหตุ เขาเล่าถึงความน่ากลัวที่ว่า&lt;br /&gt;ทางออกกว้างจริง แต่เมื่อคนวิ่งมาอัดกันที่ประตู กลับทำให้คนแน่นอยู่ที่ประตู และออกไม่ได้เลยสักคนเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่ประเทศไทย&lt;br /&gt;แน่นอนว่า &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ปัญหามา ปัญญาต้องมี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;กฏหมายเรื่องความปลอดภัยสาธารณะส่วนใหญ่ มีที่มาจากชีวิตคน ความสูญเสีย และคราบน้ำตาทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากกรณีศึกษา อาจนำมาซึ่งการพูดคุยในหัวข้อต่างๆ ดังนี้&lt;br /&gt;- การกำหนดจำนวนคนในสถานบริการ พร้อมบทลงโทษอย่างเคร่งครัด และมีมาตรการตรวจสอบในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือการนำอำนาจหน้าที่ไปกลั่นแกล้งผู้ประกอบการ&lt;br /&gt;- การมีทางหนีไฟ และการแจ้งให้ผู้เข้าใช้อาคารทราบถึงตำแหน่ง และเส้นทาง เช่น การบังคับระหว่างการพักความสนุกสนาน แจ้งข้อมูลให้นักเที่ยวทราบถึงข้อมูลเหล่านี้&lt;br /&gt;- ระบบป้องกันเพลิงไหม้ และระบบการตรวจสอบความพร้อมใช้งานอย่างจริงจัง (มากกว่าการตรวจด้วยสายตา)&lt;br /&gt;- การใช้วัสดุตกแต่งที่ไม่ลามไฟ ซึ่งต้องตรวจมากกว่าการขออนุญาติแค่ตัวโครงสร้าง และตัวอาคารภายนอก&lt;br /&gt;- ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;วัวหายล้อมคอก ก็ต้องรีบล้อมนะครับ ก่อนจะไม่มีวัวให้ล้อ&lt;/span&gt;ม&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-4902704692283019082?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/4902704692283019082/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=4902704692283019082' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/4902704692283019082'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/4902704692283019082'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='กรณีซานติก้า ผับ'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-7820486304859579045</id><published>2008-12-27T09:52:00.003-05:00</published><updated>2008-12-27T09:59:21.801-05:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Critical FM'/><title type='text'>กรณีสนามบินโดนปิด</title><content type='html'>Priority ของงานนี้คืออะไร?&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การเอาสนามบินคืน&lt;/span&gt; หรือ &lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การรับส่งคนจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งให้ได้?&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับเหตุการนี้ หากลองคิดแก้ปัญหาดู อาจทำได้ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ความเร่งด่วนแรก ภายในสี่ชั่วโมงแรก คือ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ข่าวสาร พร้อมรับเรื่องความเดือดร้อนแบบอ้างอิง และติดตามได้&lt;br /&gt;เวบไซต์ สาย Hotline และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ต้องจัดตั้งภายในสี่ชั่วโมงแรกของความเดือดร้อน&lt;br /&gt;เพื่อระงับความสับสน และลดความเดือดร้อน พร้อมมอบหมายเลขอ้างอิง สำหรับข้อมูลที่นักท่องเที่ยวจะได้ไม่ต้องเล่าเรื่องใหม่ทุกครั้งที่ติดต่อเข้ามา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เร่งด่วนที่สองคือ ภายในแปดชั่วโมง คือ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การประสานงานเตรียมความพร้อมของสนามบินใกล้เคียง และประสานงานให้กับสายการบินต่างประเทศ ทั้งขาเข้าขาออก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;เร่งด่วนที่สาม ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง คือ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น การเตรียมล่าม การเตรียมรถขนส่ง อาหาร ส้วม โรงแรม เครื่องใช้สำนักงาน ประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น อำนวยจราจร สถานพยาบาล ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เร่งด่วนที่สี่ คือ&lt;br /&gt;การเยียวยาความเสียหาย เช่น การชดใช้ค่าโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดือดร้อน อาจเป็นการให้กรอกข้อมูลทิ้งไว้ แล้วจัดการภายหลังตามไป อาจมีการมอบที่พัก หรือ แพ๊คเก็จทัวร์ให้ตามไปเพื่อกู้สถานการณ์ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่คือสิ่งที่ผมคิดได้ภายในหนึ่งชั่วโมง&lt;br /&gt;ซึ่งหากรัฐบาลทำงานเป็น และจริงใจแก้ปัญหา&lt;br /&gt;คงคิดได้มากกว่านี้อีกหลายเท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;และความเดือดร้อนจะไม่รุนแรงขนาดนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;ข้อให้ทุกฝ่าย จงจำบทเรียนนี้เอาไว้&lt;br /&gt;แล้วกรุณาอย่าเอาประเทศเป็นตัวประกัน &lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;และจงแก้ัปัญหาอย่างจริงใจด้วยเถิด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-7820486304859579045?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/7820486304859579045/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=7820486304859579045' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/7820486304859579045'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/7820486304859579045'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='กรณีสนามบินโดนปิด'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-5190697836817283951</id><published>2008-08-17T10:37:00.001-04:00</published><updated>2008-08-17T10:44:51.690-04:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Basic FM'/><title type='text'>10 คำถามเบื้องต้น ว่าคุณจะเป็น Facility Manager ได้หรือไม่?</title><content type='html'>&lt;strong&gt;10 คำถามเบื้องต้น ว่าคุณจะเป็น Facility Manager ได้หรือไม่?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เอามาจาก เวบไซต์ของ School of Facility Management, Hanze University Groningen ประเทศเนเธอแลนด์&lt;br /&gt;แม้ว่าการแปลตรงตัว แล้วจะดูงงๆ อยู่นะครับ เลยพยายามแปลให้เข้ากับบริบทไทยๆ ขี้นด้วยการยกตัวอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;1.  Are you interested in managing people? - คุณสนใจในการบริหารจัดการ "คน" หรือไม่?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อาคาร (Place) เป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนค่อนข้างยาก และอาจต้องใช้งบประมาณสูง สิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถใช้ทรัพยากรได้ตรงเป้าหมาย จึงอยู่ที่การบริหารจัดการคน (People) และกระบวนการทำงาน (Process) อย่างเลี่ยงไม่ได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;2.  Are you a problem solver? - คุณเป็นนักแก้ปัญหาหรือไม่?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;งาน FM มักเป็นงานที่ต้องแก้ปัญหาร้อยแปดประการ ทั้งแบบเฉพาะหน้า และการวางแผน มีทั้งเร่งด่วน และไม่เร่งด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;3.  Do you find an international environment appealing? - ประเด็นสิ่งแวดล้อมสากล น่าสนใจสำหรับคุณ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;โลกทุกวันนี้ พูดถึงเรื่องพวกนี้กันอย่างจริงจัดแล้ว&lt;br /&gt;เช่น การลดการใช้พลังงาน ช่วยลดโลกร้อน รีไซเคิล IAQ(Indoor Air Quality) ฯลฯ &lt;br /&gt;คุณรู้จัก และ/หรือ สนใจมันบ้างไหม?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;4.  Are you interested in the following topics: management, housing, workplace design, and services? - คุณมีความสนใจในหัวข้อดังนี้ การจัดการบริหาร/ จัดการเรื่องการอยู่อาศัย/ ออกแบบพื้นที่ทำงาน/ บริการต่างๆ?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;งานด้าน FM เป็นงานที่จำเป็นต้องทำงานในด้านต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น การจัดการอสังหาริมทรัพย์ (Property Management) การบริหารจัดการพื้นที่ใช้สอย (Space Planning) การดูแลบำรุงรักษาอาคาร(Facility Maintenance and Operations) และจัดการงานบริการที่เกี่ยวข้อง (Facility Support Services)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;5.  Are you a team player? - คุณร่วมงานกับคนอื่นได้หรือไม่?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;งาน FM ไม่สามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้เพียงคนๆ เดียว เพราะไม่มีใครจะเก่งไปเสียทุกเรื่อง&lt;br /&gt;การเคารพ การใช้เกียรติ การรับฟังความเห็นของผู้ร่วมงานมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความเห็นจากผู้มีประสบการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;6.  Are you service minded? - คุณมีหัวใจบริการหรือไม่?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;งาน FM จำเป็นต้องให้บริการทั้งคนในองค์กร และลูกค้าขององค์กรที่เราสังกัด&lt;br /&gt;และงานอาคาร จำเป็นต้องดูแลกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เจ็ดวัน ตลอดทั้งปี จึงไม่ใช่งานที่น่าสนุกนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;7.  Would you describe yourself as a leader rather than a follower? - คุณคิดว่าคุณเป็นผู้นำ มากกว่าผู้ตามใช่หรือไม่?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;งาน FM ต้องเป็นงานที่มองภาพรวม และเห็นเป้าหมายก่อนใครเพื่อน Facility Manager จำเป็นต้องนำผู้ร่วมงานตามกลยุทธเพื่อให้สำเร็จได้ตามเป้าหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;8.  Are you interested in communication with a wide variety of people? - คุณสนใจในการติดต่อสื่อสาร และประสานงานกับบุคคลทุกระดับหรือไม่?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;FM เป็นงานที่ต้องสื่อสารตั้งแต่ระดับผู้บริหารในเรื่องนโยบาย และระดับปฏิบัติการเช่น แม่บ้าน รปภ.ถึงข้อปฏิบัติต่างๆ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;9.  Are you able to motivate a team? - คุณสามารถสร้างแรงกระตุ้นให้กับเพื่อนร่วมงานได้?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;บ่อยครั้งที่งาน FM เป็นงานที่น่าเบื่อ และเหนื่อย ไม่ว่าจากการไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ หรือการทำงานซ้ำๆ ที่เห็นผลลัพท์ได้ช้า เพื่อนร่วมงานของคุณอาจถอดใจละทิ้งเป้าหมายไปเสียก่อนได้ทุกเมื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;10. Do the words efficiency, creativity and flexibility appeal to you?- คำว่าความมีประสิทธิภาพ ความสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ได้ น่าสนใจสำหรับคุณไหม?&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;งาน FM มักมุ่งเน้นให้สำริดเป้าหมายเรื่องการมีประสิทธิภาพจากการจัดการ ด้วยการแก้ปัญหาบนความสร้างสรรค์ และใช้ความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;ถ้าตอบ “ใช่” มากกว่า 5 ข้อ Facility Manager สามารถเป็นทางเลือกหนึ่งของคุณ &lt;/strong&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-5190697836817283951?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/5190697836817283951/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=5190697836817283951' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/5190697836817283951'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/5190697836817283951'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2008/08/10-facility-manager.html' title='10 คำถามเบื้องต้น ว่าคุณจะเป็น Facility Manager ได้หรือไม่?'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-3128663223849006138</id><published>2008-01-11T13:58:00.000-05:00</published><updated>2008-01-11T14:10:17.004-05:00</updated><title type='text'>กระแส BCP มาแรง มันจำเป็นจริงๆ หรือ?</title><content type='html'>&lt;span&gt;&lt;strong&gt;ช่วงห้าหกปีที่ผ่านมา กระแสของ BCP หรือ Business Continuity Planning มาแรงมากจากทางฝั่งอเมริกา เนื่องจากการตื่นตัวของเหตุการณ์ 9/11&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;ช่วงที่ผมยังเรียนปริญญาโททางด้าน FM ที่สหรัฐอเมริกาช่วงประมาณปี 2003 ตลอดสองสามปี นั้น มีคนทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อนี้ หรือ เกี่ยวข้อง ไม่น้อยกว่าห้าคน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นกับ BCP อาจอธิบายง่ายๆ ย่อๆ ได้ว่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;"เป็นการวางแผนรองรับการดำเนิน&lt;strong&gt;ธุรกิจได้&lt;/strong&gt;อย่างต่อเนื่อง สำหรับ&lt;strong&gt;เหตุการณ์ไม่คาดฝัน&lt;/strong&gt;ใดๆ ก็ตามในอนาคต"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;คำว่า &lt;strong&gt;"ธุรกิจ"&lt;/strong&gt; ในที่นี้ หมายถึง กิจกรรมที่เป็นหลักขององค์กรนั้นๆ เช่น ธนาคาร คือ การทำธุรกรรมทางการเงิน ตลาดหุ้นคือการซื้อขายหุ้น โรงพยาบาลคือการรักษาชีวิตคนป่วย สถานีตำรวจคือการให้บริการกับประชาชนเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;ส่วนคำว่า &lt;strong&gt;"เหตุการณ์ไม่คาดฝัน"&lt;/strong&gt; มีตั้งแต่ระดับพื้นๆ เช่น ไฟดับ ไฟไหม้ น้ำท่วม จนไปถึงแผ่นดินไหว โรคระบาด ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;คำที่ทุกคนจะพูดถึงในหัวข้อนี้ คงหนีไม่พ้น "ความเสี่ยง" หรือ Risk จนหลายคนบอกว่า &lt;strong&gt;BCP&lt;/strong&gt; เป็นภาคต่อของ &lt;strong&gt;Risk Management&lt;/strong&gt; ซึ่งก็มีส่วนถูกเลยทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;......&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;คำถามต่อมาคือ &lt;strong&gt;FM (Facilities Management)&lt;/strong&gt; มายุ่งเกี่ยวอะไรกับ &lt;strong&gt;BCP&lt;/strong&gt;?&lt;br /&gt; แน่นอนว่า ธุรกิจเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะทำอะไร ก็ต้องมี Facilities ที่สนับสนุนอยู่ และนี่เอง ที่นัก FM ทั้งหลายจำเป็นต้องมาเกี่ยวข้อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;br /&gt;ยกตัวอย่าง เช่น สำนักงานใหญ่ของธนาคารแห่งหนึ่ง หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จนทำให้อาคารที่ทำการหลักนั้นไม่สามารถใช้การได้ จะทำอย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธนาคารนั้นอาจต้องมาใช้สาขาย่อย หรืออาคารใดๆ ที่อยู่ใกล้เคียง โดยจำเป็นต้องมีแผนในการ Backup ข้อมูลที่จำเป็น สร้างระบบเครือข่ายเพื่อตอบสนองในการทำธุรกรรมต่างๆ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีกระดาษแบบฟอร์มต่างๆ มีระบบโทรศัพท์ แม้กระทั่งมีป้ายแสดงที่ชัดเจน รวมถึงแผนการประชาสัมพันธ์อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อไม่นานมานี้ในต่างประเทศ และมีในประเทศไทยบ้างแล้วคือ การให้เช่า สำนักงานสำรองพร้อมระบบ Backup ที่พร้อมทุกช่วงเวลาหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แน่นอนว่า เป็นเงินไม่ใช่น้อยในการซื้อการประกันความเสี่ยงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งนี้ FM จะเป็นผู้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจใน BCP รวมไปถึงการคิดความคุ้มค่าต่างๆ ในหัวข้อนี้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกๆ ทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;BCP เป็นกระแสที่มาแรง แล้วมันจำเป็นจริงๆ หรือ? ผมสรุปได้ว่า เราควรรู้ไว้ดีกว่า ส่วนฝรั่งหลายประเทศที่ตื่นตูมซะเกินเหตุก็ต้องรู้ไว้ หลายองค์กรที่ประมาท ก็ต้องรู้ไว้ ให้หาจุดยืนของตัวเองให้ดีๆ แค่เพียงเท่านี้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt;&lt;strong&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;span&gt;&lt;strong&gt;จำเป็นหรือไม่ ต้องทำแค่ไหน ทุกท่านก็คงรู้&lt;br /&gt;และสรุปได้แล้วหล่ะครับ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-3128663223849006138?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/3128663223849006138/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=3128663223849006138' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/3128663223849006138'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/3128663223849006138'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2008/01/bcp.html' title='กระแส BCP มาแรง มันจำเป็นจริงๆ หรือ?'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-1366302774972282278</id><published>2007-08-01T12:20:00.003-04:00</published><updated>2008-08-27T10:15:19.303-04:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โลกร้อน'/><title type='text'>FM ช่วยลดภาวะโลกร้อน</title><content type='html'>&lt;strong&gt;FM ช่วยลดภาวะโลกร้อน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ช่วยได้อย่างไรได้บ้าง มีมากมายหลายวิธี&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;- การใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ช่วยยืดระยะไม่ให้องค์กรต้องเพิ่มการก่อสร้างอาคารใหม่ๆ ลงไปได้&lt;br /&gt;- การเลือกสถานที่ตั้งของที่ทำงานให้เหมาะสมกับที่พักของพนักงาน เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิงในการเดินทางของพนักงาน&lt;br /&gt;- การจัดการให้การจราจรเคลื่อนที่อย่างสะดวก การทำความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพลดการใช้สารเคมี การใช้น้ำประปาได้&lt;br /&gt;- การรณรงค์การใช้ทุกอย่างอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;- การใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดใส้&lt;br /&gt;- การเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ห้า การใช้กระดาษสองหน้า&lt;br /&gt;- การแยกขยะ การรีไซเคิลอย่างถูกวิธี&lt;br /&gt;- การรณรงค์การซื้อสินค้าภายในประเทศและชุมชน&lt;br /&gt;- การลดใช้กระดาษฟอกขาวโดยไม่จำเป็น&lt;br /&gt;- การใช้พลังงานไฟฟ้าให้คุ้มค่า ด้วยการบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ&lt;br /&gt;- การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ หรือออกแบบตัวอาคารที่สามารถนำแสงจากธรรมชาติมาใช้งานให้ได้มากที่สุด&lt;br /&gt;- การออกแบบตัวอาคารให้ลดภาวะการทำงานของเครื่องปรับอากาศ&lt;br /&gt;- การเปิดปิดไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ น้ำประปา ให้คุ้มค่ากับการใช้งาน&lt;br /&gt;- การบริหารการจราจรภายในองค์กรให้เหมาะสม&lt;br /&gt;- ลดการเดินทางด้วยการใช้โทรศัพท์ และเพิ่มการประชุมผ่านระบบอินเตอร์เนท&lt;br /&gt;ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ลองมามองในฐานะนักวิชาชีพบริหารอาคารดูสิครับ ว่าเราสามารถลดภาวะโลกร้อนได้มากขนาดไหน?&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;คำถามนี้ ไม่ใช่คำถามที่เป็นนามธรรมหากลองพิจารณาแนวคิดหรือหน่วยวัดที่เรียกว่า “รอยย่ำคาร์บอน” ที่สามารถแยกย่อยรายละเอียดออกมาเป็นหน่วยวัดในการเพิ่มภาวะโลกร้อน&lt;br /&gt;แล้วจะวัดผลได้อย่างไร?&lt;br /&gt;เดิมทีการช่วยโลกร้อน อาจยากที่การวัดผลอย่างที่เป็นรูปธรรม แต่ปัจจุบัน มีหน่วยในการวัดภาระการทำให้โลกร้อนแล้ว คือ &lt;a href="http://parinyafm.blogspot.com/2007/08/carbon-footprint.html"&gt;“Carbon Footprint”&lt;/a&gt; มาช่วยเป็นหน่วยวัดค่า ให้เห็นผลความแตกต่างอย่างชัดเจนได้ในการรักษาสภาวะแวดล้อมโลก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-1366302774972282278?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/1366302774972282278/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=1366302774972282278' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/1366302774972282278'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/1366302774972282278'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2007/08/fm.html' title='FM ช่วยลดภาวะโลกร้อน'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-5694686475553466168</id><published>2007-08-01T11:17:00.000-04:00</published><updated>2007-08-01T11:44:41.250-04:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โลกร้อน'/><title type='text'>“Carbon Footprint”</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;“Carbon Footprint” หรือ “รอยย่ำคาร์บอน” คืออะไร?&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;“รอยย่ำคาร์บอน”* เป็นหน่วยวัดผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ ในแง่ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อย โดยวัดจากหน่วยของคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ CO2&lt;br /&gt;(* รอยย่ำคาร์บอน มากจากคำว่า Carbon Footprint หลายคนอาจแปลเป็นไทยว่า รอยเท้าของคาร์บอน แต่ผมของแปลว่า รอยย่ำ เพราะมันคือ รอยเหยียบที่เราย่ำ ลงบนโลก)&lt;br /&gt;“รอยย่ำคาร์บอน” มาจากผลรวมจากกิจกรรมสองส่วนหลักคือ ทางตรง และทางอ้อม&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“รอยย่ำคาร์บอนทางตรง”&lt;/strong&gt; คือการที่เราปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงจากซากพืชซากสัตว์ รวมถึงการบริโภคไฟฟ้า และการใช้ยานพาหนะต่างๆ เช่น การใช้ไฟฟ้า การเดินทางโดยใช้เครื่องบิน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;“รอยย่ำคาร์บอนทางอ้อม”&lt;/strong&gt; คือ การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากผลผลิต หรือ ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ โดยคำนวณร่วมกับกระบวนการผลิต เช่น การใช้ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์จากโฟม ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กลเม็ดในการลดขนาด “รอยย่ำคาร์บอนทางตรง”&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;1. ลดการเดินทางโดยเครื่องบิน(บทความไม่ได้ให้เหตุผล แต่พอเดาได้ว่า การโดยสารเครื่องบิน มีต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่าการเดินทางแบบใดๆ)&lt;br /&gt;2. รณรงค์การใช้พลังงานนำมาใช้ใหม่ได้ เช่น พลังน้ำ พลังลม พลังแสงอาทิตย์&lt;br /&gt;3. ใช้พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ในการทำน้ำร้อนร้อน (ในบทความน่าจะพูดในบริบทแค่ประเทศเมืองหนาว แต่ในบริบทของประเทศไทย ลองมองว่า ไม่ต้องใช้น้ำอุ่นตอนอาบน้ำก็อาจจะได้ เพราะ ไม่เปลืองพลังงานทั้งเครื่องทำน้ำอุ่น และยังชลอการเปิดเครื่องปรับอากาศไปได้)&lt;br /&gt;4. ใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;br /&gt;5. รณรงค์การใช้รถร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กลเม็ดลดขนาด “รอยย่ำคาร์บอนทางอ้อม”&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ในการซื้อสินค้า ให้ใส่ใจกับสถานที่ที่ผลิต และกระบวนการที่ผลิตสินค้านั้นๆ กล่าวคือ ให้พยายามเลี่ยงสินค้าที่ต้องมีการขนส่งจากที่ห่างไกล และกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก เช่น&lt;br /&gt;1.น้ำขวด แม้น้ำจากก๊อกจะดื่มได้ (ในบางประเทศ) แต่คนเราก็ยังจะหาซื้อน้ำดื่มที่เป็นขวดอยู่ มากกว่าน้ำ ยังเสาะหาน้ำแร่จากแหล่งห่างไกล ซึ่งเป็นการขยากขนาดรอยเท้าคาร์บอนจากการขนส่ง รวมถึงกระบวนการผลิตขวด และการนำขวดมาใช้ใหม่&lt;br /&gt;2. เลี่ยงการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มจากแหล่งห่างไกล เมื่อเดินเลือกซื้อสินค้าในตลาด จงเลือกสินค้าจากฉลากสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือ ประเทศในภูมิภาคเป็นอันดับต้นๆ มากกว่า สินค้าที่ผลิตจากประเทศที่ห่างไกล สุดยอดกว่านั้นคือ ปลูกเองกินเองเลย การมีต้นกล้วยหลังบ้าน ไม่เพียงเป็นผลไม้ที่รอยเท้าคาร์บอนเป็นศูนย์เท่านั้น แต่ต้นไม้ที่เราปลูก ยังช่วยลดคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ได้อีกด้วย หรือเรียกได้ว่า เป็นการลบรอยย่ำของคาร์บอน&lt;br /&gt;3. การบริโภคเนื้อให้น้อยลง โดยเฉพาะ เนื้อแดง (อันนี้บทความไม่ได้ให้เหตุผล แต่เคยได้ยินว่า พวกวัวเนื้อ หมู มีการบริโภค และปล่อยของเสียที่เป็นสัดส่วนมากกว่าสัตว์ที่ให้เนื้อสีขาว อย่าง ปลา และ ไก่ หลายเท่านัก)&lt;br /&gt;4. เสื้อผ้า ตอนเลือกซื้อเสื้อผ้า ให้ดูฉลากดีๆ ว่าเสื้อผ้าที่คุณใส่ผลิตที่ไหน ลองคิดถึงกระบวนการขนส่งของมันดูสิ&lt;br /&gt;5. พิจารณาเรื่องหีบห่อผลิตภัณฑ์ เลี่ยงการใช้ห่อผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่ถุงพลาสติกหิ้ว ที่ไม่จำเป็น เช่น ถ้าซื้อของเล็กๆ น้อยๆ สามารถถือได้ ก็ไม่จำเป็นของให้คนขายใส่ถึงพลาสติก&lt;br /&gt;โดยในเครื่องคำนวณ “รอยย่ำคาร์บอน” มีการให้กรอกข้อมูลหลักๆ ดังนี้&lt;br /&gt;- ปริมาณไฟฟ้า&lt;br /&gt;- ปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้&lt;br /&gt;- ระยะทางการเดินทางด้วยยานพาหนะต่างๆ เช่น รถส่วนตัว ระบบขนส่งมวลชน เครื่องบิน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;ที่มา http://www.carbonfootprint.com/carbon_footprint.html วันที่ 25 ก.ค. 50&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-5694686475553466168?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/5694686475553466168/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=5694686475553466168' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/5694686475553466168'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/5694686475553466168'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2007/08/carbon-footprint.html' title='“Carbon Footprint”'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-7690877948766679990</id><published>2007-05-30T03:10:00.000-04:00</published><updated>2007-05-30T03:17:56.374-04:00</updated><title type='text'>ห้องน้ำ กับ เอกลักษณ์องค์กร</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ห้องน้ำ หรือ ส้วม ใครคิดว่าไม่สำคัญ หากมองในแง่ของคนทั่วไป พื้นที่ห้องน้ำ เป็นพื้นที่ที่มีแต่รายจ่าย ที่ต้องการการบำรุงรักษา ทำความสะอาด ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ก่อเกิดรายได้ แต่หากวิเคราะห์ในแง่การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ ห้องน้ำ อาจพลิกกลับกลาย “เรือธง” ในการสร้างเอกลักษณ์องค์กร หรือ สร้างแบรนด์ ได้เลยทีเดียว&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สถานีบริการน้ำมันเจ็ท &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่รู้กันว่าหากต้องการเข้าห้องน้ำที่สะอาด มั่นใจได้ระหว่างการเดินทาง ตัวเลือกแรกๆ ของนักเดินทางคงหนีไม่พ้น “ปั้มเจ็ท” แม้มีหลายปั้ม จะเคยขึ้นว่า “ห้องน้ำสะอาด” แต่เมื่อผู้คนเข้าไปใช้แล้ว กลับผิดหวัง ก็ทำให้การชวนเชื่อ หมดความเชื่อถือไป จนเรียกได้ว่า ปั๊มเจ็ท เป็นผู้นำกลยุทธ “ห้องน้ำสะอาด” กลับมาใช้อีกครั้งอย่างได้ผล &lt;br /&gt;เมื่อกลายจุดแวะพักหลักของการเดินทาง จนทำให้ ปั้มเจ็ท ดูเนืองแน่นไปด้วยผู้คนตลอดมา โดยเฉพาะ หน้าเทศกาล ส่งผลให้ธุรกิจต่อเนื่องอย่าง น้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ Jiffy บ้านไร่กาแฟ ฯลฯ ได้ผลพลอยได้ไปด้วย&lt;br /&gt;หากวิเคราะห์ถึงการสร้างแบรนด์ของเจ็ท ด้วยห้องน้ำสะอาดนั้น คงไม่ใช่มีเพียงแค่การทำความสะอาดบ่อยครั้งกว่าสถานีบริการน้ำมันอื่นๆ อย่างเดียว แต่มันคือกรณีศึกษาของ “การบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร” อย่างครบถ้วน ตั้งแต่กลยุทธด้านอสังหาริมทรัพย์ การวางผังภายในสถานีบริการ งานระบบที่เกี่ยวข้อง จนถึงงานบริการด้านทำความสะอาด&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การวางยุทธศาสตร์ด้านอสังหาริมทรัพย์ (Property Management)&lt;/strong&gt; เรื่องตำแหน่งที่ตั้งของแต่ละสถานีน้ำมันที่มักจะมีเป็นคู่ ทั้งฝั่งซ้ายและขวา หรือระยะสาขาที่พอเหมาะ พอดี สำหรับการพักรถของนักเดินทาง &lt;strong&gt;การวางผัง (Facilities Planning)&lt;/strong&gt; ภายในที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ที่ขณะเติมน้ำมัน จะเป็นร้านสะดวกซื้อ อยู่ตรงหน้า ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ และมีบริการอื่นๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหารอยู่ถัดๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่แค่เพียง ผังพื้นห้องน้ำที่เหมือน หรือคล้ายกันทุกสาขา ที่ไม่ก่อให้เกิดความสับสน กลายเป็นความคุ้นเคย นำไปสู่ความสะดวก และอุ่นใจในการใช้งาน สำหรับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างห้องน้ำก็ทำให้&lt;strong&gt;การบริหารจัดการเรื่องความสะอาด (Support and Service Management)&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;การบริหารงานก่อสร้าง (Construction Management)&lt;/strong&gt; ง่ายขึ้นมาก&lt;br /&gt;การทำระบบสุขาภิบาลให้เป็นมาตรฐานเดียว ย่อมง่ายต่อการบำรุงรักษา (Maintenance and Operation) ตรวจพบปัญหา และหาวิธีแก้ไข เกิดการเก็บข้อมูล และพัฒนาพร้อมมาตรฐานการทำความสะอาด ทั้งอุปกรณ์ น้ำยา วิธีการ ความถี่ในการเข้าทำความสะอาด ฯลฯ&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังของการสร้างแบรนด์ การสร้าง&lt;strong&gt;เอกลักษณ์องค์กร (Corporate Identity)&lt;/strong&gt; ทำให้ทุกสาขาของเจ็ท มีมาตรฐานเดียวกัน ตั้งแต่เรื่องความสะอาด ผังพื้น หรือแม้แต่เรื่องรายละเอียดของกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดเลยทีเดียว&lt;br /&gt;แม้ธุรกิจหลักด้านน้ำมันของ ปั้มเจ็ท จะไม่ประสบความสำเร็จด้านตัวเลข เนื่องจากเหตุผลของกลไกของธุรกิจน้ำมัน และราคาโรงกลั่น จนต้องขายธุรกิจให้กับ ปตท.ในที่สุด แต่เมื่อมองกลับไป การขายได้ราคาสูงกว่า ราคาจริงๆ ของเพียงแค่ ที่ดิน อาคาร และสินค้านั้น ส่วนหลักๆ คือ ราคาของแบรนด์ ราคาของประสบการณ์นักเดินทาง ที่อยากเข้าห้องน้ำสะอาดอย่างมั่นใจ ต้องปั้มเจ๊ท และเป็นที่เชื่อได้ว่า ปตท. คงไม่กล้าทำลาย หรือละทิ้งแบรนด์ และเอกลักษณ์ของ เจ็ทไปอีกนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ห้างแฮรอท เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การตกแต่งภายในที่หรูหราฟู่ฟ่า ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของห้าง สินค้าคุณภาพที่เลือกสรรค์มาแล้ว ขบวนพาเหรดปี่สก๊อต ล้วนแล้วแต่เป็นเอกลักษณ์ของแฮรอท (Harrods) แต่หลายคนอาจมองข้ามสิ่งเล็กน้อยอย่างหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมเอกลักษณ์ของแฮรอทให้โดดเด่น และยาวนาน นั่นคือ ห้องน้ำ&lt;br /&gt;ภายในห้องน้ำของห้างแฮรอท มีการตกแต่งด้วยหินอ่อน กระจกลายทองย้วย โคมไฟระย้า กลิ่นฟุ้งน้ำหอม และยังมีบริกร ในชุดหรูผูกหูกระต่าย หรือที่เรียกว่า Butler ประจำห้องน้ำ คอยส่งผ้าขนหนูคุณภาพดี ให้กับลูกค้าเมื่อล้างมือเสร็จ แม้จะเป็นประสบการณ์เพียงชั่ววูบของการเป็นผู้ดีอังกฤษ ในการมี Butler ในคฤหาสน์หรู ก็เป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวห้างได้อย่างมากเลยทีเดียว&lt;br /&gt;เบื้องหลังคงมีมากกว่าการตกแต่ง และเอาบริการหนึ่งคนมาแต่งตัวประจำห้องน้ำ แต่รวมไปถึงการฝึกฝนบุคลากรให้หน้าตายิ้มแย้ม พร้อมรับใช้แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน การเลือกสรรกลิ่น การเลือกสรรสไตล์ในการตกแต่ง พร้อมบริการที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ตั้งแต่การจัดตารางการทำความสะอาดในเวลาที่มีผู้ใช้น้อย การซักผ้าเช็ดมือ การเติมสบู่ล้างมือ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สนามบินสุวรรณภูมิ &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเริ่มเปิดใช้อาคารสนามบินสุวรรณภูมิ ปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้เข้าใช้บริการมากที่สุด คือ ห้องน้ำ ที่ไม่พอ และไม่สะอาด โดยปัญหาเกิดจากหลายสาเหตุคือ จำนวนผู้ใช้ที่มีมากกว่าปกติในช่วงแรก ห้องน้ำไม่เพียงพอ พนักงานทำความสะอาดไม่ทัน ลักษณะสุขภัณฑ์ไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน ฯลฯ จากหลายสาเหตุ แต่ผลออกมาตรงกันคือ ความไม่สะดวก เสียงบ่น และภาพลักษณ์ที่เป็นลบสำหรับสนามบินแห่งใหม่ของประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสนามบินต่างประเทศ เช่น อินชอน ของเกาหลีใต้ เป็นสนามบินติดอันดับหนึ่งด้านความสะอาดทั่วไป จาก Skytrax ผู้จัดอันดับสายการบิน และสนามบินทั่วโลก สำหรับในการจัดการความสะอาดห้องน้ำ มีการติดรูปผู้รับผิดชอบในความสะอาดของห้องน้ำบนผนังก่อนทางเข้าของห้องน้ำ เพื่อให้คนทำความสะอาดมีความรับผิดชอบ และมีส่วนร่วม ในการได้คำติชมในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม &lt;br /&gt;หากสนามบินสุวรรณภูมิมีแนวคิดจะปรับปรุงการให้บริการ อาจนำกรณีศึกษาของสนามบิน อินชอน เป็น &lt;strong&gt;Best Practice&lt;/strong&gt; ได้ เพื่อเป็นแนวทาง และเป้าหมายสู่ความเป็นเลิศได้ และเป็นข้อพิสูจน์สำหรับ&lt;strong&gt;นักบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร (Facilities Manager)&lt;/strong&gt; ว่า ทุกอย่าง ช่วยได้ด้วยการจัดการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นได้ว่า หากลองเปลี่ยนมุมมอง และวิเคราะห์ดีๆ แล้ว ห้องน้ำอาจไม่เป็นเพียงแค่ส่วนอำนวยความสะดวก ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด และบำรุงรักษา แต่ห้องน้ำ อาจเป็นส่วนที่สร้างเอกลักษณ์องค์กร หรือเป็นแม่เหล็กให้กับโครงการได้ ในทางกลับกันห้องน้ำนี่เอง กลับกลายเป็นภาพลักษณ์ในแง่ลบของโครงการได้อย่างคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;อ้างอิง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;- http://www.jet.co.th/index_app.php, 30 พฤษภาคม 2550&lt;br /&gt;- http://www.checkairport.com, 30 พฤษภาคม 2550&lt;br /&gt;- http:// http://www.worldairportawards.com, 30 พฤษภาคม 2550&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-7690877948766679990?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/7690877948766679990/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=7690877948766679990' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/7690877948766679990'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/7690877948766679990'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2007/05/blog-post.html' title='ห้องน้ำ กับ เอกลักษณ์องค์กร'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-6468381370481415634</id><published>2007-04-08T00:16:00.000-04:00</published><updated>2007-04-08T00:19:56.154-04:00</updated><title type='text'>IT กับ FM, 1+1 ไม่เท่ากับ 2</title><content type='html'>&lt;strong&gt;วิธีการเพื่อบรรลุอรรถประโยชน์ ในการผสานฝ่าย IT กับ FM&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายบริหารอาคาร กับ ไอที หากทำงานประสานกัน จะเกิดประโยชน์มากมาย เหมือนเป็นการพิสูจน์คำพูดที่ว่า "หนึ่งบวกหนึ่ง ไม่เท่ากับสอง"&lt;br /&gt;แต่การประสานงานกันนั้น ต้องมีวิธีการที่จะได้บรรลุประโยชน์เหล่านั้นมา เช่น วิธีการสื่อสารกันระหว่างแผนก วิธีการวางแผนร่วมกัน ฯลฯ ซึ่งประโยชน์เหล่านี้ จะไม่เป็นเพียงประโยชน์ต่อองค์กร แต่จะกลับกลายเป็น "ประโยชน์สุข" ให้กับผู้ทำงานทุกฝ่ายได้ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;เริ่มที่ความต้องการพื้นฐาน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สำหรับฝ่ายไอที งานส่วนหนึ่งคือการดูแลรักษาอุปกรณ์ไอที เช่น เซิฟเวอร์ คอมพิวเตอร์ สายเคเบิล ฯลฯ หากมองในแง่ ความต้องการภายใต้สภาพแวดล้อมกายภาพ ของอุปกรณ์เหล่านั้น คือ&lt;br /&gt;"ระบบไฟฟ้า" ที่พอเพียง และแน่นอนสม่ำเสมอ "อุณหภูมิ และความชื้น" เพื่อให้ระบบสามารถระบายความร้อนจากอุปกรณ์ได้ เพื่อให้ทำงานได้อย่างไม่มีปัญหา และลดความเสียหายจากความร้อน "พื้นที่ในการวางอุปกรณ์ และสายเคเบิล"&lt;br /&gt;สำหรับฝ่ายอาคาร ที่ต้องวางแผนการใช้พื้นที่ เพื่อรองรับการขยายตัว ควรสื่อสารกับฝ่ายไอที โดยคาดการณ์การขยาย ของระบบ และอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ล่วงหน้า โดยต้องคำนึงถึงมิติของ พื้นที่ และระบบสนับสนุน เช่นระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ไว้ล่วงหน้าด้วยพร้อม ๆ กันในการเดินสายเคเบิล คงไม่ดีแน่ที่ ในสำนักงานหนึ่ง มีสายเคเบิลระโยงระยางไปทั่วอย่างไม่มีระเบียบ ความต้องการอาจต้องพบกันที่จุดใดจุดหนึ่ง ระหว่าง เส้นทางที่สั้นที่สุด กับเส้นทางที่เป็นระเบียบ โดยทั้งหมดนี้ สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการสื่อสารซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองฝ่าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การสื่อสาร "พูดภาษาเดียวกัน"&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การพูดภาษาเดียวกัน เป็นกุญแจอันหนึ่งในการสื่อสารให้เข้าใจกัน โดยทั้งสองแผนก ควรศึกษาพื้นฐานความรู้ ของซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;การที่ฝ่ายไอที รู้ถึงข้อจำกัดของระบบปรับอากาศ การระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า หรือ รู้คำศัพท์ง่ายๆ เช่น BTU หรือ Main Braker หรือ ขนาดโหลดของตู้ไฟฟ้ากำลัง ฯลฯ และการที่ฝ่ายบริหารอาคาร ทราบถึง ชนิด และข้อจำกัดต่างๆ ของทางฝ่าย IT หรือศัพท์พื้นฐานง่ายๆ เช่น สาย CAT5 ที่นิยมใช้ในการต่อระบบ LAN หรือ ชนิด Server ต่างๆ จะทำให้การสื่อสารระหว่างทั้งสองฝ่ายเร็ว และถูกต้องแม่นยำขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสื่อสารที่ดีนี่เอง เป็นการลบช่องว่าง ที่มักจะเกิดขึ้นในการประสานงานของการทำงานที่มักจะเป็นแบบแบ่งแยกแผนกกัน&lt;br /&gt;ผลจากการที่มีการสื่อสารที่ดี การตัดสินใจใดๆ ก็จะมีความถูกต้อง แม่นยำขึ้นไปด้วยในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคุยกันรู้เรื่อง และต่างฝ่ายต่างเข้าใจในข้อจำกัดของแต่ละฝ่ายแล้ว&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;strong&gt;ประโยชน์ขององค์กร และ ความสุขในการทำงานร่วมกัน&lt;br /&gt;ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างไม่ยาก&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-6468381370481415634?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/6468381370481415634/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=6468381370481415634' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/6468381370481415634'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/6468381370481415634'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2007/04/it-fm-11-2.html' title='IT กับ FM, 1+1 ไม่เท่ากับ 2'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-116792802849073420</id><published>2007-01-04T11:25:00.000-05:00</published><updated>2007-01-04T11:28:13.576-05:00</updated><title type='text'>ช่วยกันนะครับ checkairport.com</title><content type='html'>สนามบินสุวรรณภูมิ น่าจะเป็น ความภูมิใจของชาวไทยทุกคน&lt;br /&gt;แต่ที่ผ่านมา ยังมีงานที่ต้องแก้ไขอีกมาก&lt;br /&gt;มาร่วมกันส่งเสียง ออกความเห็น แสดงความรู้สึก&lt;br /&gt;ทุกเสียงจะถูกฟัง และนำไปสู่ทางแก้ไข&lt;br /&gt;เพื่อความภูมิใจของชาวไทยเรา&lt;br /&gt;ยิ่งกว่านั้น เพื่อสมพระเกียรติ&lt;br /&gt;นามพระราชทาน&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;"สุวรรณภูมิ"&lt;/blockquote&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.checkairport.com"&gt;เข้าเวป checkairport.com&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-116792802849073420?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/116792802849073420/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=116792802849073420' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/116792802849073420'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/116792802849073420'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2007/01/checkairportcom.html' title='ช่วยกันนะครับ checkairport.com'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-114803851787517844</id><published>2006-05-19T07:28:00.000-04:00</published><updated>2006-05-19T07:35:17.893-04:00</updated><title type='text'>FM สำหรับพิพิธภัณฑ์ หรือ หอศิลป</title><content type='html'>&lt;i&gt;&lt;b&gt;แนวทางการบริหารจัดการทรัพยาการกายภาพสำหรับอาคารประเภทพิพิธภัณฑ์ หรือ หอศิลป&lt;/b&gt;&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานการบริหารทรัพยากรกายภาพที่เกี่ยวข้องกับอาคารประเภทพิพิธภัณฑ์ หรือหอศิลปนั้น จะมุ่งเน้นไปที่สภาพทางกายภาพของตัวอาการมากกว่าด้านอื่น ๆ หรือเรียกว่า &lt;b&gt;การบริหารอาคาร (Building Management)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาที่พบกันบ่อยๆ ในอาคารที่จะกล่าวถึง อาจเริ่มตั้งแต่จุดเล็กๆ น้อยๆ จากสิ่งที่เห็นชัด ๆ เช่นงานสถาปัตยกรรม งานพื้น ผนัง หากมีความไม่สมบูรณ์ เช่น สีลอกล่อน กระเบื้องกรุผนังหลุด หรืองานระบบไฟฟ้า ดวงโคมไฟฟ้าสกปรก ดวงไฟติดๆ ดับ ๆ หรือแม้แต่กลิ่นเหม็นโชยจากห้องน้ำ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นการลดทอนคุณค่า และบั่นทอนอารมณ์ในการเสพงานศิลปะของผู้เข้าชม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;ปัญหาทางงานด้านสถาปัตยกรรมนั้น สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เช่น การออกแบบให้ง่ายต่อการบำรุงรักษา ง่ายต่อการทำความสะอาด หรือ แม้กระทั่งการก่อสร้างอย่างได้มาตราฐาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากกลับมามองด้านผู้ใช้อาคารแล้ว นอกจากผู้เข้าชม ซึ่งเป็นผู้ใช้อาคารกลุ่มหลัก ที่ต้องมีการจัดการเรื่องทางเดิน ระบบการจัดแสดง ฯลฯ แต่ต้องไม่ลืมสิ่งต้องต้องอยู่ในอาคารตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง นั่นคือ งานศิลปะ หรือ วัตถุที่จัดแสดง&lt;br /&gt;ตัวอาคารแสดงศิลปะ หรือพิพิธภัณฑ์ มีความสำคัญมากในการปกป้องตัวงานศิลปะ และส่งเสริมคุณค่าของตัวงาน ซึ่งขั้นตอนที่สำคัญ ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบเช่นเดียวกับงานสถาปัตยกรรม ว่าได้มีการแก้ปัญหา หรือป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างครบถ้วนหรือไม่&lt;br /&gt;แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการออกแบบคือ การบริหารจัดการอาคาร มีความเป็นไปได้สูงที่ อาคารดี ๆ แต่ถูกใช้ หรือถูกบริหารจัดการไม่ถูกต้อง ปัญหาย่อมเกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่กลับกัน อาคารที่ไม่ดี หรือไม่ได้ออกแบบ หรือไม่มีความพร้อมเพื่อจัดแสดงงานศิลปะ หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง อาจกลายมาเป็นอาคารที่เหมาะสมต่อการจัดแสดงงานมากกว่าอาคารที่ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบริหารจัดการอาคาร สิ่งที่ต้องคำนึงถืงเป็นหัวข้อแรก ๆ คือ สภาพแวดล้อม ซึ่งสภาพแวดล้อมนี่เอง มีหลายปัจจัยที่มีผลกระทบกับตัวงานศิลปะ เช่น แสง ฝุ่นละออง ความชื้น อุณหภูมิ ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;b&gt;แสง&lt;/b&gt; จริงอยู่ที่ภาพเขียนบางประเภท จะมีความเหมาะสมที่แสดงภายในแสงธรรมชาติ แต่ควรเป็นแสงแดดโดยอ้อม (Indirect Light) หรือแสงที่กระจากจากการตกกระทบมาก่อน แต่แสงแดดโดยตรง (Direct Light) มีโอกาสทำความเสียหายให้กับงานบางประเภท และงานประเภทภาพเขียนบางชนิด มีความไวต่อรังสี อุลตร้าไวโอเลท (Ultra Violet-UV) มาก ควรจัดแสดงในห้องพิเศษ การจัดแสดงควรเป็นห้องสลัว มีการเลือกใช้ดวงไฟที่ฉายแสงกรองยูวี (UV) ให้กับตัววัตถุ&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ฝุ่นละออง&lt;/b&gt; แม้ว่ากรรมวิธีทำความสะอาดงานศิลปะที่ก้าวหน้าไปมากแล้วนั้น แต่การป้องกัน หรือลดโอกาสให้งานศิลปะสัมผัสฝุ่นละอองย่อมเป็นวิธีการที่ดีกว่า ยิ่งงานแนวที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น แนว Action painting หรือ “Gestural abstraction” ที่มีการใช้สีหนา ๆ มีมิติในงานภาพเขียน เช่น งานของ แจ๊กสัน พอลลอค (Jackson Pollock) การทำความสะอาดย่อมเป็นไปได้ยากมาก&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ความชื้น&lt;/b&gt; ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น ความชื้นนี่เองที่เป็นปัญหาในหลายๆ จุด ตั้งแต่ตัวอาคาร เช่น ผนังเป็นคราบ สีขึ้นรา หรือลอกร่อน กระเบื้องกรุผนังหลุด พื้นไม้โก่ง หรือพื้นปาร์เก้ระเบิด พื้นหินแกรนิต หรือหินอ่อนเป็นคราบฝังลึก วงกบประตูผุกร่อน ฯลฯ หากความชื้นนี้ เข้าไปในส่วนจัดแสดง หรือ ส่วนเก็บงานศิลปะแล้ว ความเสียหายจะเกิดกับตัวงานศิลปะ ได้ง่ายและเร็วกว่าตัวอาคารหลายเท่านัก&lt;br /&gt;&lt;b&gt;อุณหภูมิ&lt;/b&gt; อาจไม่สามารถทำลายงานศิลปะได้โดยตรง แต่อุณหภูมินี้ เป็นตัวแปรที่สำคัญเมื่อประกอบกับความชื้น เช่น ในวันฝนตก มักเห็นหยดน้ำเกาะตามประตูหน้าต่างในห้องปรับอากาศที่เย็นจัด หากหยดน้ำเหล่านั้นไปเกาะที่ภาพเขียนคงไม่ดีแน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาทั้งหมดนี้ หากเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประเทศตะวันตก สามารถแก้ไขด้วยเทคโนโลยี เช่น ระบบเปลือกอาคารที่ทันสมัยเครื่องวัดความชื้น เครื่องวัดระดับของแสง เครื่องปรับอุณหภูมิและระดับความชื้น หรือแม้แต่ตัวอาคารที่สามารถปรับระดับแสงให้เหมาะสมหลังจากได้ผลจากการอ่านค่าของเครื่องวัดความเข้มแสง แน่นอนว่าระบบ และเครื่องมือเหล่านี้มีราคาแพง บางทีอาจมีราคาสูงพอ ๆ กับตัวอาคารเลยทีเดียว&lt;br /&gt;สำหรับประเทศไทย การซื้อ หรือจัดหาระบบในการจัดการสภาพแวดล้อมในอาคาร หรือเทคโนโลยีอาคารสูง ๆ สำหรับอาคารประเภทพิพิธภัณฑ์ คงเป็นไปได้ยาก เพราะแม้แต่งบประมาณเพื่อจะก่อสร้างตัวอาคารเอง ยังแทบไม่ได้รับความสำคัญจากหลายๆ ฝ่าย&lt;br /&gt;แต่เมื่อขาดงบประมาณ ขาดการส่งเสริมจะทำให้เกิดความเพิกเฉย หรือการสิ้นหวังในวงการศิลปนั้น อาจไม่ถูกต้อง แต่อยู่ที่เราควรหันกลับมามองในทรัพยากร ในสิ่งที่เรามีอยู่ บำรุงรักษาอาคารพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่ ใช้ และบริหารจัดการให้เหมาะสม ภายใต้ทรัพยากรที่เราพอจะหาได้ บวกความรู้พื้นฐาน สรรหาทางออก และทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม อาจเริ่มจากการเพิ่มความสนใจ ความใส่ใจ และตรึกตรองกับสิ่งที่เป็นอยู่ ในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการจัดการบริหารอาคาร เช่น&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การทำความสะอาด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;การทำความสะอาด แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่หลายคนคิดว่าไม่สำคัญ แต่ที่จริงแล้ว อาคารจำพวกพิพิธภัณฑ์ การทำความสะอาด ควรมีการคำนึงถืงมาก เช่น ควรเลี่ยงการทำความสะอาดแบบใช้ไม้กวาด เพราะการกวาดแม้จะเก็บกวาดฝุ่นละอองที่มีอณูใหญ่ได้ แต่กลับจะเป็นการพัดฝุ่นละอองที่มีอณูเล็ก ลอยขึ้นปนในอากาศ และมีโอกาสเกาะกับงานศิลปมากกว่า การเช็ดถู หรือดูดฝุ่น&lt;br /&gt;แต่การทำความสะอาดด้วยการเช็ดถู ก็ไม่ควรใช้น้ำ หรือถูแบบเปียก เนื่องจาก น้ำระเหยจากพื้นจะเป็นการเพิ่มปริมาณความชื้นให้กับอากาศในห้องแสดง และมีโอกาสทำให้งาน หรือวัตถุจัดแสดงบางประเภท เสียหายได้&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ระบบไฟส่องสว่าง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;ระบบไฟส่องสว่างในอาคารพิพิธภัณฑ์ มักจะมีความพิเศษกว่าระบบที่ใช้ในบ้านพักอาศัย หรืออาคารสำนักงานทั่วไป ที่นิยมใช้คือ หลอดใส้ (Incandescent) หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) ซึ่งหลอดและโคมทั้งสองชนิดนี้ ไม่เหมาะสำหรับงานพิพิธภัณฑ์เนื่องจากมีค่าแสดงสีตามจริง (Color Rendering) ต่ำ สีอาจมีความผิดเพี้ยนสูง ฉนั้นดวงโคม และหลอดไฟประเภทฮาโลเจน (Halogen) จึงเป็นที่นิยมใช้กันเพราะมีค่าแสดงสีสูงกว่า&lt;br /&gt;หลอดฮาโลเจน มีความพิเศษตรงที่มีความร้อนสูง ตัวหลอดจึงต้องการการระบายความร้อนที่ดี หากผิวหลอดมีฝุ่นเกาะ หรือมีคราบมันจากรอยนิ้วมือที่อาจเกิดจากตอนเปลี่ยนหรือทำความสะอาดหลอด อาจทำให้การระบายความร้อนไม่ดี และจะทำให้อายุการใช้งานสั้น ในบางกรณีหลอดอาจระเบิด หรือไฟลุกไหม้ได้&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ระบบปรับอากาศ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;เริ่มแรก อาคารจะต้องมีการออกแบบ และจัดวางเครื่องปรับอากาศให้ทั่วถึง และพอเพียง การคำนวนจำนวนตัน หรือบีทียู (BTU) ต่อพื้นที่ต้องเพียงพอ หากไม่เพียงพอจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นเหตุให้มีอายุการใช้งานสั้นลง และเสียบ่อยขึ้น หากเป็นระบบเครื่องปรับอากาศรวม (Central System) แล้ว ค่าซ่อม หรือ ค่าเปลี่ยนระบบ จะมีราคาสูงมาก&lt;br /&gt;ตำแหน่งการจัดวางระบบปรับอากาศก็มีความสำคัญ เช่น หากช่องเป่าลมเย็นจากระบบปรับอากาศอยู่ใกล้กับตัวงานศิลปะ และทำให้ตัวงานศิลปะ หรือตัววัตถุจัดแสดงมีความเย็นจัด จะมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีหยดน้ำเกาะที่ตัวงานศิลปะ หากอากาศมีความชื้น เช่นจากการเปิดปิดประตูในวันฝนตก หรือจากเหงื่อของผู้เข้าชม ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดหน้าต่างในเวลากลางคืน เป็นการนำความร้อน และความชื้น เข้ามาสะสมในห้อง ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักในเช้าวันรุ่งขึ้นเช่นกัน&lt;br /&gt;พิพิธภัณฑ์หลายที่ ได้มีการเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในแง่ ความชื้น และอุณหภูมิ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับงานศิลปะอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผู้บริหารอาคารอาจมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า&lt;br /&gt;สำหรับอาคารพิพิธภัณฑ์ที่มีการเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้น มักนิยมที่จะลดจำนวนการเปิดเครื่องปรับอากาศในเวลากลางคืน เนื่องจากในเวลากลางคืน ความร้อน และความชื้นจากผู้เข้าชม และการเปิดปิดประตูอาคารมีน้อยครั้งลง จึงสามารถลดการเปิดเครื่องปรับอากาศให้เหลือแค่ประมาณหนึ่งในสามของเครื่องปรับอากาศทั้งหมดได้ และอาจต้องมีการคำนวน และจดบันทึก ให้มีการเปิดสลับให้ทั่วถึง เพื่อให้เป็นการเฉลี่ยการใช้งานให้ทุกเครื่องมีการทำงานที่เท่าๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเรื่องบริหารจัดการงานระบบอาคาร เช่นระบบเครื่องปรับอากาศตามที่ได้ยกตัวอย่างไป หลักการง่ายๆ ต้องเริ่มจาก&lt;b&gt; “การใช้งานให้ถูกต้อง” &lt;/b&gt;และตามด้วย &lt;b&gt;“การดูแลรักษาที่พอเพียง” &lt;/b&gt;โดยทั่วไปแล้ว เครื่องปรับอากาศจะใช้พลังงานไฟฟ้า ในงานหลักสองส่วนคือ การทำความเย็น และรีดความชื้น ฉนั้นแนวความคิดหลักคือ การใช้งานที่ถูกต้องคือ การป้องกันความชื้น และความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร เช่นลดการเปิดปิดประตูบ่อย ๆ หรือ มีประตูสองชั้น หรือเลี่ยงการทำความสะอาดแบบเปียก ฯลฯ จะช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานจากเครื่องปรับอากาศได้พอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนในเรื่อง &lt;b&gt;“การดูแลรักษาที่พอเพียง”&lt;/b&gt; ต้องเริ่มจากการมีตารางเวลาการตรวจสอบ และซ่อมบำรุงในแต่ละอุปกรณ์ที่สม่ำเสมอ โดยแนวความคิดหลัก ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า หากปล่อยให้อุปกรณ์เสียแล้วนั้น ค่าซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ จะแพงกว่าค่าบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ หลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้น การปล่อยให้อุปกรณ์เสียบ่อยๆ จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลงอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยน และติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ทดแทนอุปกรณ์เดิม จะยิ่งแพงกว่าค่าซ่อมไปอีกหลายเท่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่ออาคารประเภทหอศิลป และพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยนั้นมีจำนวนน้อย และกว่าจะมีงบประมาณ หรือผู้เห็นความสำคัญในการก่อสร้างอาคารชนิดนี้ ก็เป็นเรื่องที่ยากเต็มที ฉนั้น อาคารประเภทนี้ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน คงเปรียบได้กับ&lt;b&gt; “ของมีค่า”&lt;/b&gt; ที่อยู่ในมือเรา&lt;br /&gt;เมื่อเรามี &lt;b&gt;“ของมีค่า”&lt;/b&gt; เราจึงควรดูแลรักษา &lt;b&gt;“ของมีค่า”&lt;/b&gt; นั้นให้อยู่กับเราไปนานๆ แม้ว่าท่ามกลางสภาพ เศรษฐกิจ สังคมในปัจจุบัน ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นเงินเป็นทองไปหมด ถ้าเราจะรอคอยแต่เทคโนโลยีระดับสูงจากต่างประเทศมาแก้ปัญหา ก็คงจะเป็นทางออกที่ไม่เหมาะสมนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางออกจึงน่าจะอยู่ที่ เราคิด เราใส่ใจกับ &lt;b&gt;“ของมีค่า”&lt;/b&gt; ของเราให้มากขึ้น ใช้ความรู้ และสติปัญญามองปัญหา และมองทางแก้ปัญหาภายใต้ทรัพยากรที่เราพอมี และมีศักยภาพที่จะหามาได้ &lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;b&gt;จากนั้นเราคงจะได้ชื่นชมของมีค่าของเราได้อีกนานๆ อย่างพอเพียง ไม่หรุหรา แต่ยั่งยืน&lt;/b&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-114803851787517844?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/114803851787517844/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=114803851787517844' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/114803851787517844'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/114803851787517844'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/05/fm.html' title='FM สำหรับพิพิธภัณฑ์ หรือ หอศิลป'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-113981025461031362</id><published>2006-02-13T00:49:00.000-05:00</published><updated>2006-02-13T00:57:34.616-05:00</updated><title type='text'>ความผิดพลาดที่น้อยนิดแต่มหาศาล</title><content type='html'>ณ สมาคมสถาปนิกสยาม&lt;br /&gt;ในการบรรยายกรณีศึกษาอุบัติภัยจากเพลิงไหม้อาคาร และตึกถล่ม&lt;br /&gt;วิทยากรได้ให้ข้อสรุปว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"หมอทำผิดพลาดต่อคนไข้ &lt;b&gt;คนตายหนึ่งเดียว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;แต่สถาปนิก วิศวกรทำผิดพลาด &lt;b&gt;คนตายเป็นร้อย&lt;/b&gt;"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีวิทยากรอีกท่าน กล่าวต่อว่า&lt;br /&gt;"สถาปนิก วิศวกรทำผิดพลาด &lt;b&gt;คนตายเป็นร้อย&lt;/b&gt;"&lt;br /&gt;แต่นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ ทำผิดพลาด &lt;br /&gt;&lt;b&gt;คนตายกันทั้งชาติ&lt;/b&gt;"&lt;br /&gt;เรียกเสียงฮาได้พอสมควรในวันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ก็หัวเราะครับ&lt;br /&gt;แต่เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;"หัวเราะร่า น้ำตาริน"&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-113981025461031362?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/113981025461031362/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=113981025461031362' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113981025461031362'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113981025461031362'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/blog-post_13.html' title='ความผิดพลาดที่น้อยนิดแต่มหาศาล'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-113961310838542482</id><published>2006-02-10T18:05:00.000-05:00</published><updated>2006-02-12T10:28:41.576-05:00</updated><title type='text'>นักเรียน นักวิชาชีพ</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;นักเรียน ทำถูก ทำดี ได้เกรด&lt;br /&gt;นักวิชาชีพ ทำถูก ทำดี ก็ดีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเรียน ทำผิด ทุกคนยกโทษ ทุกคนสอน&lt;br /&gt;นักวิชาชีพ ทำผิด งานเสียหาย ทุกคนประนาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเรียน สะสมคำถาม ไม่รู้ก็ถาม&lt;br /&gt;นักวิชาชีพ สะสมคำตอบ ไม่รู้ บอก “ไม่รู้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเรียน จงเป็นคนโง่ จงตักตวงความรู้&lt;br /&gt;นักวิชาชีพ จงเป็นคนฉลาด จงรู้ว่า เรายังไม่รู้อะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเรียน ขี้โกง เสียการเรียน เสียเวลา&lt;br /&gt;นักวิชาชีพ ขี้โกง เสียจริยธรรม หมดคุณค่าแห่งชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักเรียน ผิดพลาด เสียเกรด เสียใจ&lt;br /&gt;นักวิชาชีพ ผิดพลาด เสียอนาคต เสียชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/3530/2217/1600/fig1.1.jpg"&gt;&lt;img style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/3530/2217/400/fig1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;em&gt;(ภาพกรณีโรงแรม รอยัล พลาซ่า โคราช ถล่ม)&lt;br /&gt;&lt;ภาพจาก http://www.eit.or.th/engineer/24/images/fig1.jpg&gt;&lt;/em&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-113961310838542482?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/113961310838542482/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=113961310838542482' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113961310838542482'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113961310838542482'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/blog-post.html' title='นักเรียน นักวิชาชีพ'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-113940006883628267</id><published>2006-02-08T06:55:00.000-05:00</published><updated>2006-02-08T07:08:23.816-05:00</updated><title type='text'>FM “ฟุ่มเฟือย หรูหรา” หรือ “ยั่งยืน พอเพียง”?</title><content type='html'>หากมองเศรษฐกิจระดับประเทศ ทุกวันนี้ นโยบายการเร่ง&lt;b&gt;การส่งออก&lt;/b&gt;แบบ “บ้าคลั่ง” ไม่ว่าจะเป็นการเปิด FTA การขายหุ้นในกิจการต่าง ๆ ให้ต่างชาติ เพื่อจุดประสงค์ “ได้เงิน(ใส่กระเป๋าบางตระกูลจนไม่มีที่เก็บ)” หรือ “เร่ง GDP(ได้หน้าได้ตา แต่ชาวไร่ชาวนา ตายหา)”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิชาการหลายคนเตือนว่า เร่งแต่ส่งออก แล้ว&lt;b&gt;การนำเข้า&lt;/b&gt;ไม่ลด เมื่อไร เมื่อนั้น ประเทศไทยก็จนอยู่ดีแหล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับทรัพยากรอาคาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่รู้กันว่า ในธุรกิจ หรือ วงการราชการ หากมีนโยบายในการลดค่าใช้จ่ายแล้ว ค่าใช้จ่ายด้าน &lt;b&gt; “อาคารสถานที่” &lt;/b&gt; เป็นรายการแรก ๆ ที่จะถูกตัดงบประมาณ (ยกเว้นงานสร้างอาคาร ซื้อเครื่องต่าง ๆ ที่จะได้ค่าคอมมิสชั่น ที่มักจะคงที่เสมอนะครับ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถูกต้องแล้ว ที่การ&lt;b&gt;ลดรายจ่าย&lt;/b&gt; จะเป็นนโยบายที่มีแนวคิดที่ถูกต้อง แต่ในรายละเอียดในทางที่จะเดินไป อาจเดินไม่ถูกทางบ้าง เดินไปแล้วเหนื่อยบ้าง หรือไม่มีทางให้เดินบ้าง เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่า&lt;b&gt;งานทำความสะอาด&lt;/b&gt; มักจะโดนก่อนเลย ทำความสะอาดจากวันละหน ก็อาจเหลือ สอง สามวันหน ได้มีการคิดจริง ๆ จัง ๆ กันหรือไม่ว่า พนักงานทำความสะอาดแบบไหน ประหยัดคุ้มค่ากว่ากันระหว่างจ้างประจำ หรือจ้างบริษัท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;งานซ่อมบำรุง&lt;/b&gt; การลดงบประมาณ อาจทำให้งานเริ่มค้าง จนเป็นดินพอกหางหมู อุปกรณ์เมื่อไม่ได้ซ่อมบำรุงอย่างเต็มที่ จะมีการใช้ไฟฟ้าเปลืองกว่าปกติ หรือ “การซ่อมเมื่อเสีย” มีแนวโน้มจะต้องโละทิ้งเร็วกว่า อุปกรณ์ที่ได้รับการซ่อมและบำรุงตามระยะเวลาที่เหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่ามกลางแนวโน้มที่ค่าไฟจะแพงขึ้น ๆ การรณรงค์ &lt;b&gt;ประหยัดไฟ&lt;/b&gt; ก็ได้ผลในระดับหนึ่ง ด้วยการปิดเครื่องปรับอากาศ ปิดไฟ เดินระหว่างชั้นแทนการใช้ลิฟท์ หรือแม้แต่การตั้งธงประกวดหน่วยงาน หรือ แผนกใด ประหยัดไฟได้ ให้มารับรางวัล แต่การที่ใบเสร็จเก็บเงินค่าไฟซับซ้อนกว่าที่จะแยกแยะออกมาให้รางวัลได้ ก็เป็นอุปสรรค์อันหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;ประหยัดค่าน้ำ&lt;/b&gt; เลือกก๊อกน้ำแบบผสมฟองอากาศ หรือ เซรามิควาวล์(ที่ประเทศไทยผลิตเองได้แล้วนะ ไม่ต้องนำเข้า) เปลี่ยนสุขภัณฑ์เก่า ๆ เป็นแบบประหยัดน้ำ หลากหลายวิธีการลดการใช้น้ำที่แม้ยังไม่แปรรูปการประปา แต่ได้ยินข่าวว่า จะมีการเก็บภาษีการบำบัดน้ำแล้ว (ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง) แต่ค่าน้ำที่สูญเสียมากอีกจุดที่ไม่ได้ตรวจสอบกันคือ การรั่วซึม ไม่ว่าจะเป็นในอาคาร หรือ บริเวณนอกอาคารที่เราดูไม่มีทางรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;การหารายได้จากอาคาร&lt;/b&gt; เช่นการเปิดห้องประชุมให้คนนอกเช่าช่วงเย็นวันธรรมดา หรือวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อหารายได้ อาจจะยากต่อการยอมรับในหลายหน่วยงาน หรือคิดเงินค่าเช่าจากหน่วยงานในองค์กรกันเอง เพื่อบังคับให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า (Charge Back) ก็ยังห่างไกลที่เราจะนำแนวคิดนี้มาใช้กันอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลทางการเมืองภายใน และภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีหลายคนกล่าวว่า ผู้ที่จะเรียน FM นั้น น่าจะเป็นผู้ที่เมื่อเห็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า จะทนไม่ได้&lt;br /&gt;ผมขอแสดงตน แบบถ่อมตัวว่า ผมเป็นคนนึงที่เป็นแบบนี้มานานแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;"ประหยัดไฟ ประหยัดน้ำ ประหยัดพื้นที่ จะประหยัดชาติได้นะครับ จริง ๆ ผมเชื่อ"&lt;/b&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-113940006883628267?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/113940006883628267/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=113940006883628267' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113940006883628267'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113940006883628267'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/fm_08.html' title='FM “ฟุ่มเฟือย หรูหรา” หรือ “ยั่งยืน พอเพียง”?'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-113927269635130816</id><published>2006-02-06T19:28:00.000-05:00</published><updated>2006-02-06T19:44:44.490-05:00</updated><title type='text'>FM กับสถาปนิก ใครใหญ่กว่ากัน?</title><content type='html'>เป็นคำถามที่ล่อเป้าจริงๆ คำตอบแบบฟังธงคงยากน่าดูครับ แต่ขออธิบายเล่าเรื่องผสมตัวอย่างดังนี้แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดิมทีแต่ก่อน การออกแบบโครงการ หรือลักษณะองค์กรนั้นยังไม่ซับซ้อน และไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ รูปแบบการทำงานจะออกมาในรูป เจ้าของโครงการ (เจ้าของเงินทุน) เรียกสถาปนิกมาคุย ว่าอยากได้นั่น อยากได้นี่ หรือมีภาพในหัวคร่าว ๆ จากนั้น สถาปนิกจะสร้างฝันในจินตนาการเหล่านั้น ให้เป็นแบบสองมิติ เพื่อนำไปสร้างเป็นโครงการต่อไป&lt;br /&gt;เวลาผ่านไป เจ้าของเงินทุน องค์กรต่าง ๆ เริ่มมีการทำงาน และต้องการพื้นที่ใช้สอยที่ซับซ้อนขึ้น รูปแบบอาคารเริ่มซับซ้อนขึ้น มีเทคโนโลยีมากขึ้น ความเข้าใจในการสื่อสารระหว่างคนสองฝ่าย (เจ้าของโครงการ และสถาปนิก) ก็เริ่มมีข้อจำกัด และเข้าใจกันได้น้อยลง&lt;br /&gt;Facilities Manager ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทตรงนี้ โดยเป็นผู้สื่อสารระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม โดยถ่ายทอดความต้องการต่าง ๆ ของเจ้าของโครงการ หรือองค์กรนั้น ๆ ออกมาเป็นโจทย์ให้สถาปนิก โดย Facilities Manager จะอ่านความต้องการออกมาเป็นโจทย์นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในตัวโครงการอย่างดี การทำงานตรงนี้ เรียกว่า Facilities Programming&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Facilities Programming นี้ มีหลายระดับมาก ตั้งแต่กำหนดว่าโครงการนี้ จะต้องทำอะไร ด้วยเหตุผลอะไร เช่น หากองค์กรหนึ่ง เติบโตขึ้น จำเป็นต้องรับพนักงานใหม่ หรือ เปิดแผนกใหม่ ตัว Facilities Manager เอง ต้องรู้ว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง เช่น สรุปแล้วทางองค์กร ต้องการพื้นที่เพิ่ม ๑,๕๐๐ ตารางเมตร และพื้นที่ในอาคารเดิมก็ถูกครอบครองเต็มพื้นที่แล้ว โดยทางเลือกในการหาพื้นที่เพิ่มนี้ อาจมีทางเลือกดังนี้คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. ๑,๕๐๐ ตารางเมตร อาจหาได้จาก &lt;b&gt;"การปรับปรุง" &lt;/b&gt;พื้นที่ในอาคารที่มีอยู่แล้ว เปลี่ยนรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ของพนักงานในแผนกเดิมให้มีประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่มากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. ๑,๕๐๐ ตารางเมตร อาจหาได้จาก&lt;b&gt;"การปรับเปลี่ยน"&lt;/b&gt;รูปแบบของการทำงานของบางแผนก เช่นฝ่ายขาย และติดต่อลูกค้า ที่มักจะไม่อยู่ในสำนักงาน ให้พื้นที่เหล่านั้นเป็นลักษณะ "Space Hoteling" อธิบายคร่าว ๆ คือการเตรียมโต๊ะว่าง ๆ และอุปกรณ์สำนักงานส่วนกลางไว้ให้ เช่น คอมพิวเตอร์ ปรินท์เตอร์ กระดาษ ปากกา โทรศัพท์ โทรสาร สายอินเตอร์เนท กาแฟ ฯลฯ ให้พนักงานเหล่านั้น มาแต่ตัว หรือนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวมา โดยสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เหล่านั้นและสามารถทำงานได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ประจำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. ๑,๕๐๐ ตารางเมตร อาจหาได้จาก&lt;b&gt;"การเช่า"&lt;/b&gt;พื้นที่สำนักงานที่ใดที่หนึ่ง ในทำเลที่เหมาะสม เช่น หากจะเพิ่มฝ่ายบริการลูกค้าก็ควรอยู่ในทำเลที่มีที่จอดรถ หรือมีการคมนาคมที่สะดวก โดยการเลือกทำเลเหล่านี้ การพิจารณาก็จะอยู่ในขอบข่ายหน้าที่ของ Facilities Manager เช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔. ๑,๕๐๐ ตารางเมตร หาได้จาก&lt;b&gt;"การสร้าง"&lt;/b&gt;อาคารใหม่ในทำเลที่เหมาะสม เช่น องค์กรมีที่ดินว่างอยู่ และอยู่ในทำเลที่เหมาะสม การสร้างอาคารนั้น อาจมีแนวคิดที่จะสร้างเพื่อการรองรับการขยายตัว เช่น Facilities Manager ร่วมกับ ทางผู้บริหารองค์กรวิเคราะห์แล้ว ว่า ภายในห้าปี หรือ สิบปี องค์กรจะขยายตัวเพิ่มอีก ก็อาจสร้างอาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยเผื่อพื้นที่ไว้ในทีเดียว และภายในปีแรก ๆ อาจปล่อยให้สำนักงานอื่นมาเช่าก่อน เพื่อเป็นการหารายได้ ให้องค์กรอีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๕. ๑,๕๐๐ ตารางเมตร หาได้จาก&lt;b&gt;"การซื้อ"&lt;/b&gt;อาคารที่มีอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๖. ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางเลือกต่าง ๆ เหล่านี้ ทางเลือกที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด จะต้องเป็นการตัดสินใจของ Facilities Manager ร่วมกับผู้บริหาร ซึ่งกระบวนการต้องผ่านการเก็บข้อมูลดิบ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ประมวลออกมาเป็นข้อดี ข้อเสีย ในแง่ และมิติต่าง ๆ เช่น ทางการเงิน ทางภาพลักษณ์องค์กร การดำเนินงานภายใน ฯลฯ&lt;br /&gt;ทั้งหมดนี้ ก็เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของ Facilities Programming พูดง่าย ๆ ให้เห็นภาพก็คือการกำหนดโจทย์ให้กับสถาปนิก ว่าโครงการนี้ ต้องการห้องอะไร จำนวนเท่าไหร่ ขนาดแค่ไหน รองรับผู้ใช้กลุ่มไหน มีความสัมพันธ์กันระหว่างพื้นที่ หรือ แผนกในโครงการนั้นอย่างไร ฯลฯ&lt;br /&gt;เมื่อสถาปนิกได้โจทย์แล้ว ก็ต้องแก้โจทย์ ก็คือการออกแบบนั้นเอง โดยสถาปนิกจะต้องทำงานร่วมกับ Facilities Manager ในขอบเขตที่โจทย์กำหนด โดยเป็นไปได้ตั้งแต่ ออกแบบอาคาร (ในกรณีที่สร้าง) ออกแบบภายใน วางผังพื้น จนไปถึงการเลือกรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งตรงนี้ สถาปนิก หรือ ผู้ออกแบบภายในจะเป็นผู้นำแนวคิดและทางแก้ปัญหา เสนอแนะกับ Facilities Manager&lt;br /&gt;หากทั้งคู่ทำงานกันอย่างสอดประสานกันแล้ว ความสำเร็จของโครงการนั้น ๆ จะอยู่ไม่ไกลเลยทีเดียวครับ ความสำเร็จนี้ไม่ได้หมายถึง อาคารสวยงาม มีประโยชน์ใช้สอยครบถ้วนแค่นั้นนะครับ แต่จะรวมไปถึงการง่ายต่อการบำรุงรักษา และตอบสนองประโยชน์ใช้สอยในระยะยาวด้วยหากมีการขยับขยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;blockquote&gt;"คำถามแรกที่ว่า ใครใหญ่กว่ากัน ก็ไม่มีคำตอบนะครับ&lt;br /&gt;แต่เอาเป็นว่าต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดดีกว่าครับ"&lt;/blockquote&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-113927269635130816?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/113927269635130816/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=113927269635130816' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113927269635130816'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113927269635130816'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/fm.html' title='FM กับสถาปนิก ใครใหญ่กว่ากัน?'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-113918948976695814</id><published>2006-02-05T20:19:00.000-05:00</published><updated>2006-02-05T20:31:29.776-05:00</updated><title type='text'>FM vs BM (Building Management)</title><content type='html'>&lt;b&gt;BM คือ Building Management&lt;/b&gt; หรือ ที่เรียกว่า &lt;b&gt;Building Maintenance and Operation&lt;/b&gt; นั่นเอง อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง (และส่วนใหญ่ ๆ) ของ FM นั่นเอง ซึ่งจะอยู่ในงานขาที่ ๓ ของงานหลักทั้งสี่ ของ FM (ดูที่&lt;a href="http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/facilities-manager.html"&gt; Facilities Manager ทำอะไร?&lt;/a&gt;)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-113918948976695814?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/113918948976695814/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=113918948976695814' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113918948976695814'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113918948976695814'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/fm-vs-bm-building-management.html' title='FM vs BM (Building Management)'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-113918812842175222</id><published>2006-02-05T19:20:00.000-05:00</published><updated>2006-02-05T20:08:48.430-05:00</updated><title type='text'>FM vs CM เกี่ยวกันยังไง?</title><content type='html'>&lt;b&gt;CM หรือ Construction Management&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;เมื่อมีงานก่อสร้างที่ไหน ก็(อาจ)มี CM เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งหน้าที่ CM คือ จัดการงานก่อสร้างให้เป็นไปตาม งบประมาณ และเวลาที่มีจำกัด&lt;br /&gt;CM จะเกี่ยวกับ FM ในกรณีที่มีการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงห้องประชุมเล็ก ๆ จนไปถึงงานก่อสร้างอาคารใหญ่ๆ โดยที่ FM จะเป็นผู้ประสานงาน และร่วมกันกำหนดกรอบเรื่อง วิธีการ เวลา และงบประมาณในงานก่อสร้างกับ CM เช่น อาคารสำนักงานสิบห้าชั้น ที่บริหารโดย FM มีปรับปรุงพื้นที่สำนักงานบริเวณชั้นแปด การประสานงานที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นดังนี้&lt;br /&gt;- FM จะต้องประสานงานกับ CM เช่น จะนำวัสดุเข้า ออก เวลาใด หรือ จะมีการทำงานที่มีเสียงดัง เช่น งานทุบ งานเจาะ ในวันใด หากต้องเลี่ยงไปทำงานที่ก่อให้เกิดเสียงในในวันเสาร์อาทิตย์ จะกระทบกับตารางเวลา และราคาการก่อสร้างแค่ไหน &lt;br /&gt;- หากมีการรบกวนผู้ใช้อาคารในชั้นอื่น เช่น จำเป็นต้องมีการปิด และลดจำนวนลิฟท์โดยสารหลัก เพื่อใช้ในงานก่อสร้าง หรือ การกันที่จอดรถสำหรับงานก่อสร้างบริเวณข้างอาคาร ฯลฯ เหล่านี้ FM จะต้องเป็นผู้แจ้ง และประสานงานกับผู้ใช้อาคารที่เหลือทั้งหมด &lt;br /&gt;- FM จะต้องกำชับเรื่องความสะอาด หรือจัดการให้มีการทำความสะอาดในบริเวณที่จะมีผลกระทบกับผู้ใช้อาคารจากงานก่อสร้างด้วย&lt;br /&gt;- ฯลฯ&lt;br /&gt;อีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อบริษัท หรือ องค์กรหนึ่งมีความต้องการพื้นที่ และมีความเห็นว่าจะต้องสร้างอาคารใหม่ การประสานงานระหว่างกลุ่มคนทั้งสอง อาจเป็นดังนี้&lt;br /&gt;- FM ขององค์กรนั้น จะต้องประสานงานกับ CM ในเรื่องการบริหารเวลา &lt;br /&gt;- เป็นไปได้ที่ FM จะลงลึกถึงกำหนดกรอบค่าก่อสร้าง&lt;br /&gt;- ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังตัวอย่างทั้งสองนี้ FM แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ CM เลย หากไม่มีงานก่อสร้าง หรือปรับปรุงเกิดขึ้น แต่เมื่อใด มีงานก่อสร้างหรือปรับปรุงเกิดขึ้น การประสานงานกันอย่างใกล้ชิดของทั้งสองฝ่าย จะนำไปสู่การทำงานที่สะดวก และลดอุปสรรค์ร้อยแปดประการที่มักเกิดในงานก่อสร้างได้อย่างมากทีเดียว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-113918812842175222?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/113918812842175222/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=113918812842175222' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113918812842175222'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113918812842175222'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/fm-vs-cm.html' title='FM vs CM เกี่ยวกันยังไง?'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-113918497248187708</id><published>2006-02-05T19:01:00.000-05:00</published><updated>2006-02-05T19:18:47.663-05:00</updated><title type='text'>Facilities Manager ทำอะไร?</title><content type='html'>ตามความเข้าใจผม งานหลัก ๆ ของ ผู้บริหารจัดการทรัพยากรกายภาพนี้ มีหน้าที่ในการดูภาพรวมของการบริหารทรัพยากรอาคาร ซึ่งจะมีงานหลัก ๆ เปรียบเหมือนขาสี่ขา คือ&lt;br /&gt;๑.บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์(Property Management)&lt;br /&gt;๒.บริหารจัดการพื้นที่ใช้สอย(Facilities Planning)&lt;br /&gt;๓.บริหารจัดการงานบำรุงรักษาอาคาร(Facilities Operations and Maintenance)&lt;br /&gt;๔.บริหารจัดการงานบริการที่เกี่ยวข้อง (Facilities Support Service)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ (Property Management)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หมายถึง การดำเนินนโยบาย เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในการจัดหาอาคาร หรือ สถานที่ เพื่อการใช้ดำเนินธุรกิจ เช่น การเช่า การซื้อ หรือ การสร้าง เพื่อให้สามารถใช้อสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ อย่างคุ้มค่า และสนองประโยชน์สูงสุดกับองค์กร (ไม่เกี่ยวกับการเก็งกำไรที่ดิน หรืออาคาร)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;บริหารจัดการพื้นที่ใช้สอย (Facilities Planning)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หมายถึง การกำหนดนโยบาย และแผนงานในการใช้พื้นที่อาคาร และสถานที่ให้ได้ตรงตามเป้าหมายขององค์การ และมีความคุ้มค่า และตอบสนองประโยชน์สูงสุดกับองค์กร ประโยชน์สูงสุดในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้ว อย่างแออัดจะได้ประโยชน์สูงสุด หากแต่ใช้ได้ตอบสนองรูปลักษณ์ และการดำเนินงานขององค์กร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;บริหารจัดการการบำรุงรักษาอาคาร (Facilities Operations and Maintenance)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หมายถึง การกำหนดนโยบาย และแผนงานในงานด้านการบำรุงรักษา เป้าหมายคือ การประหยัดค่าบำรุงรักษา และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์อาคาร ซึ่งนำไปสู่ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) หรือการบำรุงรักษาเชิงคาดการได้ (Predictive Maintenance) ในการตัดสินใจด้านนี้ ต้องอาศัยความรู้หลักด้านงานระบบ ประกอบกับการจดบันทึกข้อมูล และการวิเคราะห์สถิติต่าง ๆ ประกอบกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;b&gt;บริหารจัดการบริการที่เกี่ยวข้อง (Facilities Support Service)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;หมายถึง การกำหนดนโยบาย และแผนงานต่อบริการต่าง ๆ ที่มีส่วนสนับสนุนกับการดำเนินงานหลักขององค์กร เช่น ระบบงานรักษาความปลอดภัย งานทำความสะอาด เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่งานด้านบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพในประเทศไทย อาจยังมีกรอบการทำงานอยู่ในแค่งานด้านบำรุงรักษาอาคาร หรือ การจัดการพื้นที่ใช้สอย (ผมไม่แน่ใจว่า เกิดจากการที่ผู้ที่ไปเรียนต่อทางด้าน FM นี้ ส่วนมากจะเป็นสถาปนิก หรือวิศวกรหรือไม่นะครับ) &lt;br /&gt;ส่วนงานด้านอสังหาริมทรัพย์ และงานจัดการบริการที่เกี่ยวข้อง อาจปล่อยเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร หรือ งานธุรการ อยู่ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว หากงานทั้งสี่ส่วน สามารถอยู่ภายใต้การบริหารแบบองค์รวม หรือการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เป้าหมายที่จะได้ "ประโยชน์สุข" จากทรัพยากรอาคารที่มีอยู่ จะอยู่ไม่ไกล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางส่วนจากหนังสือ "The Facilities Manager's Reference" ของ Prof.Harvey H.Kaiser,Ph.D.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-113918497248187708?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/113918497248187708/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=113918497248187708' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113918497248187708'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113918497248187708'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/facilities-manager.html' title='Facilities Manager ทำอะไร?'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-22000183.post-113916937250779299</id><published>2006-02-05T14:12:00.000-05:00</published><updated>2006-02-05T20:10:17.103-05:00</updated><title type='text'>FM (Facilities Managment) คืออะไร?</title><content type='html'>เป็นคำถามยอดนิยมมาก &lt;br /&gt;Facilities Managment แปลเป็นไทยว่า "การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ"(จากคำนิยามของ อาจารย์เสริชย์ โชติพานิช แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากยังไม่เข้าใจอีก ผมขอสรุปสั้น ๆ ตามความเข้าใจของผมแบบย่อที่สุด เร็วที่สุดดังนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"การบริหารจัดการ&lt;b&gt;ทรัพยากรกายภาพ&lt;/b&gt; เพื่อให้สนอง&lt;b&gt;ประโยชน์สุข&lt;/b&gt; ของ&lt;b&gt;เจ้าของทรัพยากรนั้น ๆ&lt;/b&gt;"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าสั้นไป เร็วไป ไม่เข้าใจ ให้ดูขยายความ แปลไทยเป็นไทย ตามนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;b&gt;- "ทรัพยากรกายภาพ"&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;ความหมายง่าย ๆ ที่เห็นชัดที่สุดคือ อาคาร และพื้นที่ในอาคาร บ้างก็เป็นที่ดิน บ้างก็เป็นส่วนประกอบของอาคาร เช่น เครื่องกลต่าง ๆ ที่ใช้ในอาคาร เฟอร์นิเจอร์ ประตูหน้าต่าง ก๊อกน้ำ โถส้วมฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;b&gt;- "ประโยชน์สุข"&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;ถ้าตามนิยามของตำรา การจัดการแบบตะวันตก ก็อาจเรียกเป็น "ประโยชน์สูงสุด" หากแต่เมื่อพ่วงกลิ่นแนวคิดทางตะวันออกไว้ด้วยแล้ว ประโยชน์สูงสุด แต่เป็นทุกข์ ก็ไม่เรียกเป็นประโยชน์ ผมเลยขอใช้คำว่า "ประโยชน์สุข"&lt;br /&gt;&lt;b&gt;- "เจ้าของทรัพยากร"&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;คำนี้ มีความหมาย หลายมิติครับ มิติตื้น ๆ คือ ผู้ใช้อาคาร เจ้าของอาคาร มิติที่ลึกและกว้างขึ้นไปอีกสักหน่อย ก็คือ สังคมรอบข้าง เพื่อนบ้าน หรือให้ลึกและกว้างยิ่งกว่านั้นคำว่า "เจ้าของทรัพยากร" อาจหมายความว่า ประชากรของประเทศ หรือ อาจเป็นเพื่อนร่วมโลกเลยก็ได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;(ผู้ที่นำบทความใน Blog นี้ไปใช้เพื่อการศึกษา กรุณาอ้างอิงที่มา 
และสำหรับผู้ที่นำบทความไปใช้เพื่อการค้า 
จำเป็นต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เขียนก่อนนำไปใช้)&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/22000183-113916937250779299?l=parinyafm.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://parinyafm.blogspot.com/feeds/113916937250779299/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=22000183&amp;postID=113916937250779299' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113916937250779299'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/22000183/posts/default/113916937250779299'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://parinyafm.blogspot.com/2006/02/fm-facilities-managment.html' title='FM (Facilities Managment) คืออะไร?'/><author><name>LekParinya</name><uri>http://www.blogger.com/profile/02392064339869812486</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
